สาธิต ชี้ ขบวนการฮั้วสว. ไม่ใช่แค่เอาช้าง แต่ต้องเอาควาญช้างมาลงโทษ บอกระหว่างทางอาจต้องมีขุนพลบาดเจ็บล้มตาย ต้องให้กำลังใจ วันนี้สู้ชนะมาครึ่งทางแล้ว ขอปชช.อย่าทิ้งกลางทาง ขณะที่ปชป.เดินหน้าช่วยร่างฟ้องม.157-ม.49 แม้เป็นเรื่องยากฟ้ององค์กรอิสระ แต่มีประสบการณ์ แนะ จบงานนี้เตรียมลงสัตยาบันเดินหน้าแก้รธน.เอาให้ชัดที่มาสว. อย่าโลกสวย
เมื่อเวลา 14.10 น. ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ ราชเทวี นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการเสวนา “โกงสว.จุดเริ่มต้น กินรวบประเทศ” ว่า การต่อสู้นี้ยังอีกยาวนาน ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าตัวพรรคการเมือง ตัวผู้แทน เวลาสู้กับอำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจใดก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่จะต้องใช้พลัง เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ที่ประชาชนมอบให้ แต่เราต้องให้กำลังใจให้เดินไปด้วยกันคือภาคประชาชน ที่ไม่ทิ้งกัน ซึ่งมีกระบวนการทั้งในเชิงกฎหมายโครงสร้าง อำนาจ การสื่อสาร เพื่อที่จะเซาะกร่อน ของการรับรู้ ซึ่งทุกคนช่วยกันเดินหน้าต่อ
“ไม่ใช่แค่ เอาตัวช้างมาด้วย แต่ต้องเอาควาญช้างมาด้วย ซึ่งการที่จะเอาควาญช้างมา ก็ต้องมีคนล้มตาย คนล้มตายก็ต้องร่วมไปให้กำลังใจ ไปงานศพ แถมอีกคนหนึ่งตายอีกคนหนึ่งจะไปต่อด้วย นี่คือเรื่องจริง อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก หรือเรื่องตลก เพราะประเทศหากเดินผ่านเรื่องนี้ไป หรือหากมองข้ามไป ก็จะใกล้เคียงกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าเราสามารถบอกว่ามีเรื่องใหม่เข้ามาแล้ว น่าสนใจมากกว่า และสำคัญมากกว่า กำลังจะทำให้ประเทศถดถอยตามความรู้สึกของคนหลายคน เมื่อประชาชนทราบข้อมูลแล้ว เราจะต้องบันทึกข้อมูลเรื่องราวพฤติกรรม เพื่อที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยทุกภาคส่วน” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต กล่าวอีกว่า หลังจากเกิดปรากฏการณ์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่กกต.ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัย จุดสำคัญอยู่ที่เขาไม่ส่งสิ่งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 ตั้งขึ้นมา มีพยานหลักฐานมากมายไปยังศาล การไม่ส่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเดินหน้าต่อทางกฎหมาย ว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ซึ่งจะเป็นบันไดขั้นต่อไป ที่จะเอาตัวควาญช้างลงมาด้วย และจะมีผลกระทบระหว่างทาง เพราะฉะนั้นผู้เสียหายที่ไปพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ หัวใจคือ การร่างคำฟ้อง ซึ่งพรรคฯมีประสบการณ์ ในการร่างฟ้องพอสมควร ที่ทำให้เห็นถึงเจตนาพิเศษ แต่ยอมรับว่าการร่างคำฟ้องตามมาตรา 157 ไม่ใช่ฟ้องง่าย ถูกออกแบบมาให้เล่นงานคนที่อยู่ในองค์กรอิสระได้ยาก
นายสาธิต กล่าวต่อว่า ฉะนั้นการออกแบบเช่นนี้คงไม่ได้ทำถูกใจประชาชน แต่ต้องทำให้เกิดผลให้ได้มากที่สุด และนี่คือวุฒิภาวะของคนที่จะเดินหน้าสู้กับผู้มีอำนาจ การทำให้กระบวนการทุกอย่างเดินไปให้เข้าทาง ประชาชนทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันให้เต็มที่ และการพูดของนายอภิสิทธิ์ ในมาตรา 49 ในการล้มล้าง การปกครอง มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ เคยเขียนไว้ เทียบเคียงหรือไม่ เป็นเรื่องในสำนวนที่อาจจะพูดไม่ได้ แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางหรือไม่ที่นักกฎหมายสนับสนุน
นายสาธิต กล่าวว่า ตนคิดว่ามีคอนเนคชั่น ในหลายเรื่องที่คนอาจจะถูกใจ หรือชอบใจ เรื่องที่รัฐบาลทำหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ยอมไม่ได้ เพราะขบวนการหรือขบวนการช้าง หมายถึงตัวใหญ่แทรกซึมซึมลึกไปเกาะกินในการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และเชื่อมโยงกันอย่างยากมาก จึงต้องเริ่มต้นจากพยานหลักฐานในคณะอนุฯชุดที่ 26 และพัฒนาการคือคณะอนุฯชุดที่ 36 ที่กกต. เสียงข้างมาก 5 คน ยึดและมีเสียงข้างน้อย 2 คน ที่พูดชัดตรงกับคณะอนุฯชุดที่ 26 ทุกอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เชื่อพยานที่กลับคำให้การ แต่พูดถึงประจักษ์พยานที่พูดถึงการชั่งน้ำหนักของพยานหลักฐาน ก็ต้องเลือกเชื่อประจักษ์พยานกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมไปถึงผลที่เกิดขึ้นนี่คือหลัก

“แต่จะทำอย่างไร เราจะสู้แล้วชนะ วันนี้มาครึ่งทางแล้ว เป็นไปตามวาระ ขอชื่นชมไอลอว์ในการทำหน้าที่เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีแผล เป็นแม่ทัพอาจจะต้องบาดเจ็บ และคงจะมีทหารราบบาดเจ็บล้มตายไปบ้าง เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป แต่เป้าหมายของเราคือขจัดสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกจากประเทศนี้ และขจัดพฤติกรรม ไม่ว่าใครก็ตามที่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้อย่าเอาไว้ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีสื่อมวลชนก็ยาก ไม่เคยมีสื่อมวลชนที่เล่นเรื่องเดียวกันหรือพิธีกรพูดเหมือนกันหมด จึงต้องขอบคุณพวกเขา ขอปรบมือให้สื่อฯ” นายสาธิต กล่าว
นายสาธิต กล่าวด้วยว่า คำว่าผู้เสียหาย โดยวิชาชีพการตีความ ตนมั่นใจว่า ผู้สมัครส.ว. ต้องมาช่วยกันในการผลักดัน ว่าเข้าข่ายมาตรา 49 ล้มล้างการปกครองหรือไม่ ต้องมาดูซึ่งจะเดินควบคู่ไปกับพัฒนาการของความถูกต้อง ที่มีมาเสมอ และเชื่อว่าพัฒนาการความถูกต้องจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญ แม้จะถูกแบบออกแบบให้ยาก หากส.ว.ยังเป็นชุดเดิม จะเดินไม่ได้ จะเป็นอุปสรรค หรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น มันทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ถึงเวลานั้นประชาชนจะมาบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ทั้งที่เรื่องนี้มีความเห็นร่วมกันเยอะมาก มันเป็นขบวนการช้าง ไม่ใช่งวง
“จบงานนี้ ต้องทำสัตยาบันร่วมกัน ไปแก้รัฐธรรมนูญ ในเรื่องที่มาส.ว.เอาให้ชัด ถ้าโลกสวยมันจะไม่สำเร็จเอานะ การออกแบบในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกส่วนจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน ออกแบบให้เดินได้ อย่าไปตีกันระหว่างทาง ซึ่งไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่มีความเสี่ยง ผมคิดว่าตอนนี้ประชาชนทั่วไป 70-80% รู้เท่ากันแล้วว่า พฤติกรรมเช่นนี้ อยู่ในประเทศนี้ไม่ได้ แต่จะหาช่องทางในกฎหมายอย่างไร เพื่อให้เริ่มต้นพัฒนาการ และนำไปสู่การเอาควาญช้างมาลงโทษให้ได้ คือสิ่งที่ต้องร่วมกันทำ และนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ” นายสาธิต กล่าว




