พล.ต.ท.คำรบ ชี้ปัญหาการเลือก สว.เพราะนักการเมืองโกงเข้ามาเกี่ยวข้อง กังขา กกต.เสียงข้างมากสกัดรับหลักฐานเส้นเงิน มีส่วนรู้เห็นช่วยผู้กระทำผิด
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่าวเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และสว.สำรอง จัดเสวนา โกงสว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ
โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.นายภัทรพงษ์ ศุภักอักษร หรือทนายอั๋น นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง และว่าที่ร้อยตรีมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัครสว.ร่วมเสวนา

ขณะที่ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง กล่าวบนเวทีเสวนา “ตามรอยขบวนการโกง สว.67: โกง สว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” ซึ่งจัดโดยสมัชชาสภาเที่ยงธรรม หรือ สทธ. ภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ (ภปน.)และกลุ่ม สว.สำรอง โดยย้ำถึงปัญหาการเลือก สว.ที่ผ่านมาว่า เป็นความบกพร่องของกฎหมาย 10% ที่สามารถแก้ไขได้ เช่น คุณสมบัติ และการรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร แต่ข้อบกพร่องหลักคือ นักการเมือง และพรรคการเมืองที่โกง เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะปรารถนาอยากได้ใคร่มี ไม่ได้เป็นตามครรลองประชาธิปไตย ลัดขั้นตอนผ่านการใช้เครือข่ายนักการเมือง ทำให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ และกรรมการ กกต. ที่น่าจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายโกงตั้งแต่ต้น และกรรมการกตต. ก็ยังยึดโยงกับพรรคการเมือง
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อวาา กรณีที่ กกต.เสียงข้างมากไม่รับหลักฐานซึ่งเป็นเส้นเงิน ที่พบจากคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ยังไม่พบ จึงได้แจ้ง กกต.เพื่อส่งสำนวนมาให้ แต่ กกต.กลับมีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ไม่รับ ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าว เป็นสาระสำคัญของคดีในการสอบสวน ที่จะต้องประกอบการวินิจฉัย ดังนั้นจึงแสดงเจตนา กกต. ซึ่งมีกรรมการ กกต.เสียงข้างน้อย ที่เห็นว่า ควรให้ กกต.บันทึกเหตุผลเป็นหลักฐานด้วย ฉะนั้น กกต.เสียงข้างมากที่ไม่ให้นำมาเป็นหลักฐาน อาจถูกข้อกล่าวหามีส่วนรู้เห็น เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดไม่ให้รับโทษ หรือรับโทษน้อยลงหรือไม่ได้
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวด้วยว่า การจัดทำโพย และขบวนการจัดตั้ง มีตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งเป็นการทุจริตชัดเจน ดังนั้น สว.ในสภาทั้ง 138 คน และที่จริงจะต้องมี 140 คน จะต้องถูกเพิกถอน เนื่องจาก ปรากฏเบอร์อยู่ในโพยฮั้ว เพราะมีขบวนการจัดทำโพยตามโรงแรมต่าง ๆ เพราะผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จึงถือว่า คำวินิจฉัยของ กกต.ไม่ชอบด้วยหลักฐาน และกฎหมาย และการวินิจฉัยของ กกต.ยังกระทำขัดมาตรา 32 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งผู้ได้สมัคร สว.ที่ได้รับผล กระทบนี้ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ แล้ว เพื่อขอให้ศาลฎีกาฯ เพิกถอนคำสั่ง กกต.ที่ยกฟ้องข้อหาที่ 1-3 และขอให้พิจารณาความผิดตาม 7 ข้อกล่าวหาของ 229 ผู้ถูกกล่าวหาใหม่ รวมถึงไต่สวนผู้ถูกกล่าว 229 มีส่วนร่วมทุจริตหรือไม่ หากมีส่วนความผิด ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิ


