‘ยิ่งชีพ’ ชี้พิรุธ กกต. ตัดตอนโยงภูมิใจไทย แต่หลักฐานเส้นเงิน-โทรศัพท์ชัด เปิดเอกสารกลับคำให้การพยาน อึ้ง 3 คนส่งหนังสือมาวันเดียวกัน หลัง ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ อ้างถูกข่มขู่ แต่บอกไม่รู้ว่าเป็นใคร
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่โรงแรมแบงค็อก มิดทาวน์ สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่าวเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และสว.สำรอง จัดเสวนา โกงสว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ
โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.นายภัทรพงษ์ ศุภักอักษร หรือทนายอั๋น นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง และว่าที่ร้อยตรีมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัครสว.ร่วมเสวนา

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า จากผู้ต้องหาทั้งหมด 229 คน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. สั่งไม่ฟ้องจำนวนมาก แม้ว่า กกต.จะไม่ฟ้องผู้บริหาร หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่ที่สั่งฟ้องไปก็มีคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย, นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม และอดีตผู้สมัคร สส.รวมถึงญาติพี่น้องของ สส. และแกนนำของพรรคภูมิใจไทย
นายยิ่งชีพ ได้ยกตัวอย่างถึงกรณี ข้อมูลเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้สมัคร สว. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีคนชื่อนายสุบิน ศักดา ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส.ของนายพิชัย ชมภูพล สส. สุราษฎร์ธานี ซึ่งนายสุบิน ได้โอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. เพื่อให้เลือกบุคคลที่จะเป็น สว. โดยได้นำเงินมาจากนางสาวนิสิตา หมั่นไชย ซึ่งเป็นเสมียนพรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายพิชัย เป็นผู้โอนเงินให้นางสาวนิสิตา รวมทั้งหมด 38,000 บาท ซึ่งนางสาวนิสิตา ก็ได้โอนเงินต่อให้นายสุบิน 2 ครั้ง รวมแล้ว 38,000 บาทพอดี โดย กกต. เชื่อว่า กระบวนการนี้คือ การโกง จึงส่งฟ้อง แต่ไม่ฟ้องนายพิชัย ชมภูพล
นอกจากนี้ เรายังมีคำให้การของนายณัฐพงษ์ สาโรจน์ ซึ่งเป็นพยานในคดีนี้ ที่ระบุว่า นายสุบินได้บอกว่า ให้ช่วย “นายหัว” ด้วย พร้อมตั้งคำถามว่า เจ้านายของคนที่เป็นผู้ช่วย สส. จะเป็นใครได้ แต่การที่ กกต. ฟ้องแค่นี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า พยายามตัดให้เหลือแค่ตัวเล็ก ๆ จะได้ไม่ต้องฟ้องพรรคภูมิใจไทย
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ตนได้ฟังนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง อธิบายเกี่ยวกับพยานที่เกี่ยวข้องภูมิใจไทย ซึ่งมีทั้งหมด 4 คนคือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น (พยาน 16/26), นายอัษฎางค์ แสวงการ สว.ขอนแก่น กลุ่ม 3 (พยาน 21/26), นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช สว.พะเยา กลุ่ม 19 (พยาน 22/26) และผู้ช่วยของ สว.ท่านหนึ่ง ไม่เปิดเผยชื่อ (พยาน 25/26) ซึ่งนายณรงค์ ระบุว่า เป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ และกลับคำให้การ ตนจึงขอนำรายละเอียดคำให้การของพยานทั้ง 4 คนมาเปิดเผย
นายยิ่งชีพ ยังได้เล่าถึงไทม์ไลน์ การเข้ามาให้การของพยานทั้ง 4 คนว่า ซึ่งในวันที่พยาน 3 คนกลับคำให้การนั้น ทั้ง 3 คนไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่เป็นการส่งหนังสือลงลายมือชื่อ ซึ่งส่งมาในวันเดียวกัน พร้อมอธิบายว่า ในช่วงที่ที่นายเอกราช ไปให้คำให้การต่อ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 หรือ คณะอนุ 26 กกต. เป็นช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ขณะนั้นพรรคภูมิใจไทย, พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลร่วมกัน ซึ่งหากจะบอกว่า มีการปั้นพยาน เพื่อปรักปรำพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน เพราะทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลกันอยู่ และนายเอกราช ในเวลานั้น ก็ได้ย้ายสังกัดไปอยู่พรรคกล้าธรรม ดังนั้นแรงจูงใจในการข่มขู่พยาน เป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ชัด แต่นายเอกราช กลับคำให้การในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคกล้าธรรม ทิ้งพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับนายอนุทิน ซึ่งหลังจากที่สีน้ำเงินขึ้นสู่อำนาจได้ไม่นาน พยานทั้ง 3 คนก็ได้กลับคำให้การ ซึ่งตกลงแรงจูงใจที่จะให้การเท็จ ระหว่างเดือนพฤษภาคมปี 2568 หรือตุลาคม 2568 คิดว่า แรงจูงใจทางการเมืองในช่วงไหนจะทำให้เกิดการให้การเท็จมากกว่ากัน
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า วิธีการกลับคำให้การ เป็นการพิมพ์เอกสารส่งมา เช่น กรณีของนายเอกราช ระบุว่า การให้การในตอนแรก มีชายไม่ทราบชื่อติดต่อมาข่มขู่ ส่วนอัษฎางค์ และนายขจรศักดิ์ ก็ระบุว่า ถูกข่มขู่จากบุคคลไม่ทราบชื่อ จำลักษณะไม่ได้ว่า เป็นผู้ใด ตนจึงสงสัยว่า ทำไมไม่ถามเขาว่า ชื่ออะไร และการที่อยู่ ๆ มีคนไม่ทราบชื่อมาข่มขู่ระดับคนที่เป็น สส.บ้านใหญ่ และเป็นพ่อตาของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า การข่มขู่ และการกลับคำให้การนี้น่าเชื่อถือหรือไม่
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า คำให้การของนายเอกราช ไม่ใช่การพูดลอย ๆ แต่มีหลักฐานประกอบ เพราะมีการระบุว่า ขบวนการนี้ เพิ่งไปรับเงินจากนางรัตนา บ่อถ้ำ ที่ชั้น 4 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนางรัตนา ก็เป็นเจ้าหน้าที่อยู่พรรคภูมิใจไทย อยู่ที่ชั้น 4 จริง ๆ ซึ่งเป็นโต๊ะจ่ายเงิน และยังพบหลักฐานการโทรศัพท์หา สว.อย่างน้อย 19 คน รวมทั้งหมด 62 ครั้ง ภายใน 80 วัน ดังนั้นนางรัตนา ต้องเป็นใครสักคนหนึ่งที่มีเหตุผลในการโทรหา สว. มากขนาดนั้น ตนจึงไม่เชื่อว่า สิ่งที่นายเอกราชพูด ไม่ใช่การพูดลอย ๆ นอกจากนี้นายเอกราช ก็ระบุว่า มีการโทรหานายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งมีการระบุวันที่ชัดเจน เพื่อฝากนายอัษฎางค์ ให้เป็น สว. และในสำนวนก็ปรากฏหลักฐานในโทรศัพท์ และนายอัษฎางค์ ที่ลงสมัคร สว. ในกลุ่ม 3 ก็ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ ดังนั้นถ้าแบ็ค ไม่ใหญ่ นายอัษฎางค์ ก็คงไม่ได้คะแนนเยอะขนาดนี้
และนายอัษฎางค์ ก็ยอมรับว่า ได้ไปขอให้นายเอกราช ไปฝากเข้าไปเป็น สว. ซึ่งนายเอกราช ยังระบุว่า ได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบจังหวัดหนองบัวลำภู, เลย และจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งมีพยานคือ นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัคร สว.จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ยืนยันว่า ได้เข้าไปในกระบวนการดังกล่าว และมีนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และนายสรชาติ ก็ระบุว่า นายทรงศักดิ์ ก็เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ซึ่ง กกต. ก็เชื่อคำให้การของนายสนั่นชัยว่า นายสรชาติ น่าจะโกงจริง จึงส่งฟ้องนายสรชาติ แต่กลับไปไม่ถึงนายทรงศักดิ์ ทั้งที่นายทรงศักดิ์ ก็อยู่ในปากคำของนายสนั่นชัย และนายเอกราช
ดังนั้นการที่นายณรงค์ ระบุว่า คำให้การของนายเอกราช เชื่อถือไม่ได้ แต่เนื้อหาที่นายเอกราช อธิบายนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และหลักฐาน รวมถึงการให้ปากคำของพยานคนอื่น


