หน้าแรก การเมือง ไทยช่วยไทยเฟส...

ไทยช่วยไทยเฟส 2 แค่พยุง เงินน้อยดึงเศรษฐกิจไม่ขึ้น สอท.ให้ช่วย ‘รายได้น้อย’ TDRI จี้ปรับโครงสร้างศก. เอกนัฏ เชียร์ติดโซล่าร์รูฟ

20.09.26 | 06:20 น.

ไทยช่วยไทยเฟส 2 แค่พยุง เงินน้อยดึงเศรษฐกิจไม่ขึ้น สอท.ให้ช่วย ‘รายได้น้อย’ TDRI จี้ปรับโครงสร้างศก. เอกนัฏ เชียร์ติดโซล่าร์รูฟ

วันที่ 19 กันยายน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์NBT2HD, MCOT HD ,ททบ.5 และ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย รวมถึงนโยบายโซลาร์รูฟท็อปว่า รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟใช้เองได้ และจะไปไกลกว่านั้นโดยให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าด้วย เพื่อลดปัญหาต้นทุนน้ำมันแพง และถ้ายังต้องพึ่งพาการนำเข้าแก๊สจากต่างประเทศ ในกรณีที่เกิดการยิงกันจะไม่สามารถส่งออกได้ ดังนั้นเราควรวางแผนในการผลิตไฟใช้เองจากการติดแผงโซล่าฯ ซึ่งที่ผ่านมากฎระเบียบ กติกา ในการขออนุญาตมีความยุ่งยากวุ่นวาย ใช้เวลานาน แต่วันนี้แก้ปัญหาตรงนี้หมดแล้ว โดยให้ประชาชนสามารถขออนุญาตที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่ออำนวยความสะดวกไม่ต้องขออนุญาตหลายที่


นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลในการขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” โดยนำวงเงินคงเหลือจากโครงการระยะแรกมาใช้ช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ควรกำหนดเกณฑ์รายได้ที่ชัดเจนและเหมาะสมกับภาระค่าครองชีพ พร้อมใช้ฐานข้อมูลภาครัฐที่มีอยู่ในการคัดกรองสิทธิ เพื่อลดขั้นตอนและภาระในการยื่นเอกสาร

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2′ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มองว่าเม็ดเงินยังไม่มากพอที่จะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีส่วนช่วยพยุงไม่ให้สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลง อย่างไรก็ตาม หากต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ SME ทั้งด้านต้นทุนและการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต เพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์หนี้ครัวเรือนปี 2569 ที่ระบุว่าหนี้สินเฉลี่ยพุ่งสูงเกือบ 8 แสนบาทต่อครัวเรือน ภาระผ่อนชำระกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งสูงสุดในรอบ 17 ปีนั้นว่า ทางวิชาการต้องแยกแยะระหว่างมูลค่าที่เป็นตัวเงิน (Nominal term) กับมูลค่าที่แท้จริง (Real term) เนื่องจากมูลหนี้ที่เป็นตัวเงินย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับเงินเฟ้อและค่าครองชีพในแต่ละปีอยู่แล้ว แต่เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ชี้วัดสุขภาพทางการเงินที่แท้จริงคือ “สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP”การเ

Advertisement

นายนณริฏ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ระบุว่าจากผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1720 ราย พบว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเพิ่มรายได้ ปรับโครงสร้างค่าจ้างขั้นต่ำ จัดทำระบบข้อมูลหนี้ให้ครบถ้วน ควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และส่งเสริมการออมนั้นนั้น มองว่ามาตรการเร่งด่วนของรัฐต้องไม่ใช่นโยบายระยะสั้นหรือมาตรการแจกเงินอุดหนุนแบบประชานิยม เพราะเปรียบเสมือน “การเอาน้ำมันหล่อลื่นไปหยอดในเครื่องยนต์ที่เก่า” ซึ่งช่วยพยุงได้เพียงชั่วคราวและเป็นการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก เมื่อหมดเงินแจกประชาชนก็กลับมาประสบปัญหาเดิม ซ้ำยังสร้างภาระผูกพันทางการคลังให้กับประเทศในอนาคต หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดโดยไม่สร้างภาระทางการคลังที่เกินตัว ควรเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ