โฆษกทร. ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%” ชี้เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ทมิได้หมายความว่าเรือฟริเกตลำที่อยู่ระหว่างการจัดหาในปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 19 กันยายน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ชี้แจงกรณีต่อเรือรบสมรรถนะสูงภายในประเทศให้ได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นว่า ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องพัฒนาขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง กองทัพเรือกำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) ว่า เรือลำแรกต้องมีสัดส่วนการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของโครงสร้างตัวเรือทั้งหมด และหากมีการจัดหาเรือลำที่สอง ต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ทั้งนี้ ร้อยละ 20 เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ หากผู้เสนอรายใดสามารถเสนอให้มีสัดส่วนการดำเนินงานภายในประเทศได้สูงกว่าเกณฑ์ โดยมีความเป็นไปได้และไม่กระทบต่อมาตรฐาน คุณภาพ ระยะเวลาส่งมอบ และความพร้อมรบของเรือ ย่อมช่วยให้กองทัพเรือบรรลุเจตนารมณ์ในการพึ่งพาตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน และการยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศจะต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของอู่ต่อเรือไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ บุคลากร มาตรฐานการผลิต และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการต่อเรือรบสมรรถนะสูงได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขในเอกสาร
ดังนั้น คำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%” จึงเป็น เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่ประเทศไทยต้องร่วมกันพัฒนาไปให้ถึง มิได้หมายความว่าเรือฟริเกตลำที่อยู่ระหว่างการจัดหาในปัจจุบันจะต่อภายในประเทศทั้งหมดในทันที
กองทัพเรือยืนยันว่า เป้าหมายของโครงการมิใช่เพียงการจัดหาเรือมาใช้งาน แต่คือการใช้ทุกโอกาสจากการจัดหาเพื่อสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมต่อเรือไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง ได้มากขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”




