⦁…การทบทวน 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. นำคณะเข้ายึดอำนาจ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะเมื่อกาลเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ จะได้รู้ว่าสถานการณ์ของประเทศไทยดีขึ้น หรือแย่ลง หรือคงเดิม เมื่อเทียบกับอะไรๆ ที่เกิดก่อนรัฐประหาร ทั้งสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง การทุจริต และอื่นๆ
⦁…ที่แน่ๆ สถานการณ์การเมืองหลังการรัฐประหารปี 49 ไม่ได้ดีขึ้น เพราะปี 57 มีรัฐประหารอีก ความขัดแย้งทางการเมืองก็เกิดถี่ แต่ละครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือถูกจับกุมจำนวนมาก กระทั่งปัจจุบันมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งต้องลุ้นบัญชีแนบท้ายอีกว่า จะปลดล็อกความบาดหมาง หรือจะเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่
⦁…ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจก็อยู่ในสภาพขาลง เศรษฐกิจอ่อนแอลงเรื่อยๆ จีดีพีหายใจรวยริน ยิ่งหลังการรัฐประหารปี 57 ประเทศเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารต่อเนื่อง ต้องเปลี่ยนทีมแล้วทีมเล่า สุดท้ายยังเอาไม่อยู่
⦁…เช่นเดียวกับสถานการณ์สังคม มีบทพิสูจน์ชัดเจนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าไม่ได้หายไป ทุกรัฐบาลมีข้อครหาเรื่องการทุจริต มีการพาดพิงทั้งในระดับรัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น การคอร์รัปชั่นเบ่งบานจนกลายเป็นปัญหาของชาติ ดัชนีโกงเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมการค้ากับนานาชาติ ทำให้กัดกร่อนความเชื่อมั่นของไทย
⦁…บทสรุปจาก 20 ปี 19 กันยาฯ น่าจะเป็นตำราเล่มใหม่ที่ตอกย้ำความจริงของตำราเล่มเดิมได้ว่า การรัฐประหารไม่ใช่หนทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ส่วนการแก้ปัญหาที่ถูกและควรจะเป็นอย่างไร ต้องลองใช้วิจารณญาณหาหนทางอื่น อย่างน้อยตอนนี้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง สมควรใช้โอกาสที่มีอำนาจ หาวิธีลดความขัดแย้ง เสริมสร้างเศรษฐกิจ และหยุดการโกงให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ทราบว่าจะทำได้แค่ไหน
⦁…วันที่ 20-27 กันยายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเยือนประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร ภารกิจทำให้โลกเชื่อมั่น นานาชาติเชื่อใจ และมองเห็นว่าไทยคือดินแดนที่มีแสงสว่างสุกใสน่าสนใจมาลงทุน
⦁…คดีฮั้ว ส.ว.ไหลเลื่อนมาถึงคิวของ กกต.ที่ต้องรับมือกับคดีที่กำลังถูกร้องและถูกฟ้อง หลังจากมีมติให้ส่งศาล 77 รายจากกว่า 400 ราย แล้วมีพรรคการเมือง กลุ่มอดีต ส.ว. รวมถึงนักร้องกำลังจะยื่นฟ้องต่อศาล และยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ทางหนึ่งเป็นการตรวจสอบว่า กรณีเช่นนี้ช่องทางไหนที่จะยื่นฟ้องหรือยื่นคำร้องได้อีกทางหนึ่งก็เป็นการตรวจสอบมติของ กกต.ว่าระหว่างเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยนั้น เสียงข้างใดคือบรรทัดฐาน เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป
⦁…สำหรับเรื่องบรรทัดฐาน ยังมีสำนวน 3 สำนวนที่พรรคภูมิใจไทยเรียกว่า ส.ว.ส้ม ที่อยู่ในการพิจารณาของ กกต. ต่อเนื่องจากการพิจารณา ส.ว.ที่ถูกตั้งฉายาว่ากลุ่มสีน้ำเงิน งานนี้ ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชนเรียกร้องดักคอไว้ก่อนแล้วว่า ขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการพิจารณาคดีอื่นๆ ขณะที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ยังเดินหน้าเปิดข้อมูลสำนวนเดิมตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้าวันที่ 14 กันยายน สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของพยานกลับคำให้การ สัปดาห์ต่อๆ ไปจะเป็นอะไร
⦁…ตอนนี้ พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยเริ่มเปล่งประกาย หลังจากเอาจริงเอาจังกับการปราบมาเฟียต่างชาติ นำกรมการปกครองกอบกู้วิกฤตศรัทธาด้วยการเผชิญหน้ากับแหล่งอบายมุข กลุ่มแก๊งผิดกฎหมาย จนผลงานเข้าตา นายกฯอนุทิน ที่เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย พิสูจน์ว่า “ลูกเทพ” หรือไม่ใช่ หากทำงานแล้วมีคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม เสียงที่เคยครหาสักพักก็จะเปลี่ยนเป็นเสียงชื่นชม
⦁…หลังจากประเทศไทยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นบ่อยเข้า ดูเหมือนเริ่มมีเสียงตักเตือน กรณี “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสใหม่ที่จะใช้งบที่เหลืออยู่ประมาณ 5 หมื่นล้าน แม้จะมีผู้สนับสนุนว่าวงเงินยังอยู่ในแผนเดิม และได้รับการตอบรับจากประชาชนดี แต่ก็มีคนห่วงว่าการขยายมาตรการกระตุ้นระยะสั้น หมายความว่ามาตรการระยะกลางและระยะยาวมีปัญหาใช่ไหม เรื่องนี้ก็น่าคิดเหมือนกัน









