พิศาล จี้รัฐบาล หากเจรจาภาษีต่างตอบแทนเกิน 12.5% ถือว่าสอบตก แนะนายกฯ เสนอแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ-สินค้าสวมรอยผ่านไทย พร้อมใช้จุดเด่นความเสมอภาคทางเพศ-สถาปัตยกรรมเก่า ดึงความสนใจ สร้างคอนเน็คชัน รมต.คลังสหรัฐฯ
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 21 กันยายน ที่รัฐสภา ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงานำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน
โดยนายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ พรรคประชาชน แถลงถึงการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐอเมริกา ว่า หากประเทศไทยจบดีลกับสหรัฐฯแล้ว ต้องเสียภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออก มากกว่า 12.5% จะถือว่ารัฐบาลสอบตก จากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้า สอบสวนไทยใน 2 ประเด็นคือ การใช้แรงงานบังคับ กับกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งจากที่ตนติดตามข่าว ทราบว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องการเคลียร์รายละเอียดให้จบ เพื่อปูทางให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สามารถปิดดีลกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมที่นครนิวยอร์กช่วงสัปดาห์นี้ได้
นายพิศาล กล่าวต่อว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าหากปิดดีลที่ 19% ตามข่าวจริง ก็ต้องถามรัฐบาลว่าจะเป็นดีลที่ดีที่สุดสำหรับผลประโยชน์ไทยได้อย่างไร เพราะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ที่ถูกเก็บไม่เกิน 12.5% อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย 10% หรือ เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ 12.5% และมองว่าการพูดคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบชัดเจน เพราะเราเล่นตามเกมที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ถนัดและเป็นผู้กำหนด อีกทั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ก็ไม่สนใจมิติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นไพ่ใบสำคัญในการเจรจาต่อรองของเรา
นายพิศาล กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลปล่อยให้ไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% จะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่เราส่งไปทั่วโลก กระทบต่อการจ้างงานในประเทศ 400,000 กว่าตำแหน่ง ทั้งในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม
นายพิศาล กล่าวต่อว่า ดังนั้น จึงมีข้อเสนอ 3 ข้อต่อนายกรัฐมนตรี หากมีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ข้อแรก คือนายกรัฐมนตรีควรบอกประธานาธิบดีอย่างตรงไปตรงมาว่า ไทยมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในด้านการค้าต่างประเทศอย่างไร และไทยจะขอปรับโครงสร้างการค้า โดยจะตรวจสอบรายการสินค้า บังคับการใช้กฎหมายกับธุรกิจเทา โรงงานเทา สินค้าสวมสิทธิ ที่มุ่งส่งผ่านประเทศไทยต่อไปที่สหรัฐฯ จนทำให้ไทยเดือดร้อนจากภาษีตอบโต้ และคนไทยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น รวมถึงไทยจะจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวเพื่อให้สินค้าไทยที่ไปสหรัฐฯปราศจากแรงงานบังคับ
นายพิศาล กล่าวด้วยว่า ข้อสอง นายกฯ ควรบอกประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เราจะสนับสนุนการลงทุนของไทยที่สร้างงานในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ให้ย้ายถิ่นฐานการลงทุนจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนมาที่ไทย เพราะไทยเป็นพันธมิตรทางทหารที่ยุทธศาสตร์แปซิฟิกของสหรัฐฯพึ่งพามาโดยตลอด และข้อสาม นายกฯ ต้องโน้มน้าวหาวิธีให้ประธานาธิบดีทรัมป์ แวะมาเยือนไทยในโอกาสที่มาเยือนภูมิภาคนี้ อาทิ การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ช่วงวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ หรือในปีต่อไป รัฐบาลต้องรู้จักใช้คนหรือสร้างไพ่ รู้จักดึงดูดสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์อยากได้ อยากมี อยากเป็น และสามารถล็อบบี้คนที่เข้าถึงทรัมป์ เพื่อโยงผลประโยชน์ไทย-สหรัฐฯในมิติภูมิรัฐศาสตร์ได้
นายพิศาล กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้ตนมองว่าไม่น่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของนางศุภจี หรือข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ แม้ว่าจะเคยเข้าพบผู้ที่เป็นเพื่อนของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มาแล้วก็ตาม แต่หากไม่รู้ว่าประเทศไทยมีไพ่อะไร หรือควรใช้ไพ่อะไรในการพูดกับใคร การล็อบบี้ก็จะขาดพลังนอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เคยปรากฏว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมีบทบาทใดในเรื่องการทูตภูมิรัฐศาสตร์เชิงการค้ากับสหรัฐฯเลย
นายพิศาล กล่าวด้วยว่า ครม.เงา จึงเสนอแนะให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหนังสือเชิญถึงนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับสามี ให้เป็นแขกพิเศษของนายกฯ ในโอกาสที่จะมาประชุมประจำปีของธนาคารโลกกับ IMF ที่กรุงเทพฯในเดือนหน้า เนื่องจากประเทศไทยมีจุดเด่นในความเสมอภาคทางเพศ จึงควรจัดกำหนดการที่เขาและสามีสนใจในเรื่องการบูรณะรักษาตกแต่งบ้านเก่า คฤหาสน์เก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยมีหลายแห่ง
นายพิศาล กล่าวอีกว่า หากได้รับเชิญก็ควรสั่งทูตของเราที่กรุงวอชิงตันกลับมาประกบเพื่อใช้ประโยชน์ด้านคอนเน็คชันในอีก 2 ปีข้างหน้าต่อไป เพราะนอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ คนนี้จะได้รับการรับฟังจากทรัมป์แล้ว ยังรับผิดชอบในมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ กำลังเล่นงานรัสเซียกับอิหร่านอยู่ ซึ่งไทยอาจได้รับผลกระทบในอนาคต สรุปคือหากรัฐบาลเดินไม่เป็น สอบตกในเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง ในตลาดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย การทูตไทยก็จะยังคงไม่มีพลังต่อไป

