ปชน. แนะ ‘รัฐบาล’ แปรงบกลางโปะงบกยศ.แก้ปัญหาขาดสภาพคล่องเงินไม่พอ หวั่น ทำเด็กปี 69 อาจหลุดจากระบบ ’ไอซ์‘ ลั่น ละลายเงินไปกับอย่างอื่นได้ แต่ขอ 7 พันล้าน เติมเงินเขามาต่อลมหายใจอนาคตของชาติด้วย
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 21 กันยายน ที่รัฐสภา ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงานำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน

โดยน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงถึงกรณีปัญหาเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า กยศ.ขาดสภาพคล่องขาดเงิน และจะขาดทั้งในปี 69 และปี 70 เพราะปีหน้าตั้งเอาไว้ไม่พอ แต่เรื่องหนึ่งที่ทำให้กยศ.ขาดสภาพคล่องคือผู้กู้รายเก่าไม่ได้จ่ายเงิน คืนกลับมาในกองทุน ซึ่งผู้กู้เดิมไม่ใช่คนที่ฐานะดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงเข้าใจได้ในสภาพสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ดังนั้น รัฐบาลควรจะคาดการณ์ตัวเลขเหล่านี้เอาไว้ได้ ย้ำว่ากยศ.ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้อยู่ได้ด้วยตัวเองเบ็ดเสร็จตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มี 2 ปัจจัยหลักที่ไม่สามารถทำให้กยศ.อยู่ได้ด้วยตัวเองคือ 1.การแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับที่ 2 ปี 2566 ที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ย และเบี้ยปรับลดลง ทำให้รายได้ของกองทุนลดลง และกองทุนต้องเสียเงินบางส่วน คืนในส่วนที่เคยเก็บมาด้วย การปรับลดดอกเบี้ยทำให้วินัยของผู้กู้หลายรายลดลง และ 2.การลดลงของงบประมาณที่สมทบให้กับกองทุนกยศ. ขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ 69 แต่เป็นช่วงต้นเทอมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ดังนั้น หลายมหาวิทยาลัยมีการขู่นักศึกษา แล้วว่าหากกยศ.ไม่จ่ายเงินให้กลับมหาวิทยาลัยจะไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบ
“ดิฉันไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีทั้งหลายจะเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้หรือไม่ และไม่แน่ใจว่าท่านเติบโตมาในสภาพสังคมแบบไหน จะพอเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือไม่แต่ดิฉันเข้าใจทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เข้าใจน้องๆ ในกองทุนกยศ. ตัวดิฉันเองก็เป็นคนที่เคยกู้ยืมจากกองทุนนี้เพราะเรามีปัญหายากจนสถานะการเงินที่ไม่ได้พอที่จะได้เรียนเหมือนกัน ดังนั้น จึงเข้าใจคนที่ต้องพึ่งพิงกองทุนนี้จริงๆ“ น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เพราะความล่าช้าและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้คนต้องมาประสบปัญหาตรงนี้ แล้วเมื่อปี 69 เห็นแล้วว่าเป็นปัญหาแต่ในปีหน้า 70 รัฐบาลก็ยังขาดเงินอีกประมาณ 7,000 ล้านบาท จึงตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าปีนี้ก็เห็นอยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้างทำไมถึงไม่ป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ขาดอีก 7,000 ล้านบาท ก็ควรที่จะพยายามที่ทำให้ช่องว่างเหล่านี้แคบลง เพราะตัวเลข 7,000 ล้านบาทคือชีวิตของผู้ปกครอง คือหัวใจของเด็กๆ ที่จะไม่ได้กู้ และการไม่ได้กู้คือการหลุดออกจากระบบการศึกษา โอกาสในการทำมาหากินก็จะลดลง
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ดังนั้น รัฐบาลควรใส่เงินเข้ามาให้ครบ การที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วต้องใช้งบประมาณในการตามเด็กกลับมา อาจจะมากกว่าสิ่งที่โป๊ะให้ในตอนนี้ด้วยซ้ำ และขอตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กองทุนกยศ.อาจจะเหมือนเรื่องของกระทรวงการศึกษาหรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มากกว่า แต่ไม่ใช่เพราะเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง แต่ตั้งแต่กยศ.มีปัญหามา และตั้งแต่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส เข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ท่านไม่เคยพูดถึงกองทุนกยศ.เลย
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ที่สำคัญท่านเป็นประธานกรรมาธิการงบประมาณปี 70 ตัดงบออกมาได้ 11,600 กว่าล้าน ไม่แปรงบให้กยศ.เลยสักบาททั้งๆ ที่สัดส่วนของพรรคประชาชนและฝ่ายค้านเสนอไปแล้วว่าควรจะนำมาโปะงบกยศ. จะแปรมาให้ 2,000-4,000 ล้านบาทก็ได้ แต่ไม่แปรมาเลยสักบาท และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงบประมาณยังบอกอีกว่ากยศ.ต้องบริหารจัดการตัวเอง ถ้ากยศ.บริหารจัดการตัวเองได้ไม่ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มาบริหารจัดการกำกับดูแลแล้ว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า กยศ.เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงต้องการฝ่ายการเมืองฝ่ายที่ออกนโยบายมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ดังนั้น จึงเรียกร้องว่ารัฐบาลสามารถที่จะละลายเงินไปกับหลายสิ่งได้ แต่เงินในกองทุนนี้เงินก้อนนี้จะต่อลมหายใจให้กับเด็กๆ ต่อชีวิตให้กับเด็กๆทำให้ เด็กๆ สามารถที่จะอยู่ต่อในระบบการศึกษาต่อไปได้ และมันคืออนาคตของประเทศนี้ ขอเรียกร้องให้จริงจังในการจัดการแก้ไขปัญหาให้มากกว่านี้เติมเงินเข้ามา

ด้านนายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอระยะสั้นในการแก้ปัญหาของรัฐบาลทำเหมือนปากว่าตาขยิบ พูดอย่างทำอย่าง นายเอกนิติแถลงนโยบายแทนนายกรัฐมนตรี และพูดว่าเห็นความสำคัญกับการอัพสกิล รีสกิล ให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่พอถึงเวลาจะทำไม่ออกมาพูดไม่ออกมาแสดงอะไรถึงเรื่องนี้เลย ปล่อยให้ ผู้ปกครองและนักศึกษาเผชิญปัญหาตรงนี้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญที่บอกว่าต้องแก้ปัญหาหนี้เสีย ให้ได้กยศ.จึงจะมีเงินมาให้กับผู้กู้รายใหม่
นายธีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนมองว่านี่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาล ตอบแบบนี้ใครก็ตอบได้ เราต้องแก้หนี้เสียไปพร้อมๆ กับการหางบประมาณ หรือวิธีการแก้ปัญหามาช่วยเด็กกลุ่มใหม่ด้วยเพราะต้องอยู่ในระบบการศึกษา มหาวิทยาลัยก็ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่น้อย ดังนั้น จึงขอเรียกร้อง 1.รัฐบาลจัดสรรงบกลางมาเพิ่มโอกาสการกู้ยืมให้กับนิสิตนักศึกษาภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ตัดเด็กออกจากความเป็นนักศึกษา
นายธีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องออกมาแถลงคู่กับปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะไม่มีเด็กคนไหนต้องหลุดจากระบบการศึกษา ตามที่ให้สัญญากับทางสภาไว้ ทำให้ได้อย่างที่พูด และ 3.เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เร่งรัดเปิดโต๊ะเจรจากับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ทุกแห่ง ให้ชะลอการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาออกไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนและหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการหางานเสริมให้กับนิสิตนักศึกษาหรือหาแหล่งทุนการศึกษา
“ปัจจุบันนี้เด็กม 6 เริ่มที่จะจบเทอม 1 แล้ว และจะเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัยแล้ว อย่างน้อยที่สุดกยศ.ต้องส่งสัญญาณไปยังโรงเรียนต่างๆเพื่อแจ้งสถานการณ์ว่าในปีหน้าถ้าต้องกู้กยศ.เด็กๆต้องเตรียมตัวยังไงต้องทำตัวยังไงต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้บนซ้ำทุกรอบ ปัญหานี้ก็จะไม่จบซะที” นายธีรศักดิ์ กล่าว

ด้านนายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ ตัวแทนนักศึกษา กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่กู้กยศ.แต่ไม่ได้รับจัดสรรโควต้าในปีนี้ ปัญหาของกยศ.ในปีนี้คือนักศึกษาที่กู้ไม่ได้หลายหมื่นคนกำลังจะหลุดจากระบบการศึกษา เกิดจากสภาวะที่ว่าคนใหม่เข้าไม่ได้คนเก่าก็กำลังจะโดนเตะออกอีกเยอะมาก ซึ่งเข้าใจถึงปัญหางบประมาณของรัฐบาลและปัญหาการติดตามทวงหนี้ของกยศ. แต่เหล่านี้ก็ไม่ควรจะมาเป็นปัญหาที่นักศึกษาจะต้องมาแบกรับ ซึ่งตนได้จัดทำแบบสำรวจ รับข้อมูลจากผู้เดือดร้อนจากปัญหากยศ. พบว่า 1 อาทิตย์มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหานี้ 1,600 กว่าคน 45% บอกว่าหากไม่ได้รับการจัดสรรโควต้าในปีนี้จะต้องลาออก ซิ่ว หรือดรอปเรียนไปปีหน้า
นายพลาธิป กล่าวต่อว่า จึงอยากฝากว่าปัญหาปีนี้ไม่ใช่เรื่องของการทวงหนี้รายเก่า การไม่จ่ายหนี้หรือผิดนัดชำระหนี้เป็นปัญหาจริงซึ่งก็ต้องมาแก้แบบควบคู่กับไป แต่ในปีการศึกษา 2569 ภาคเรียนที่ 1 นักศึกษากำลังจะหลุดจากระบบการศึกษาเพราะไม่ได้รับจัดสรรโควต้า เพราะกองทุนไม่มีเงินรัฐบาลต้องเอาเงินมาโปะนี่คือข้อเรียกร้องหลักของเรา
“ปีนี้ต้องช่วยนักศึกษาไม่ให้หลุดจากระบบก่อนเพราะเข้าระบบมาแล้วไม่ใช่กำลังรอเข้า มีการกู้หนี้ยืมสินมา เพื่อที่จะมาโปะค่าเทอม จ่ายค่าหอจ่ายค่าเรียนค่ากินแต่วันนี้เขาไม่มีความหวังเลย” นายพลาธิป กล่าว

ด้านนางพัฒมณี ปรัชญาสิทธิ์กุล ตัวแทนผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่าตนเองมีลูก 3 คนทั้ง 3 คนกู้กยศ.ตั้งแต่ต้น เดิมเกณฑ์ของกยศอาจารย์แนะแนวจะแนะนำว่าให้เริ่มกู้ตั้งแต่ม.ปลายเมื่อเข้ามหาลัยจะได้กู้ต่อเนื่อง ซึ่งลูกคนที่ 1 และ 2 ได้รับการกู้กยศ.ต่อเนื่องมาตลอด แต่ลูกคนที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ม. ปลาย กำลังเข้ามหาลัย กำลังประสบปัญหาเพราะกยศ.เปลี่ยนหลักเกณฑ์ จากผู้กู้รายเก่าโดนตัดเป็นผู้กู้รายใหม่ทันที ค่าใช้จ่ายค่าเทอมค่าหอ ค่ากิน
นางพัฒมณี กล่าวอีกว่า หวังว่ากยศ.จะมาช่วยแต่ผลสุดท้าย ลูกอยู่ในลำดับตัวสำรอง ถ้ามีโควต้าเพิ่มมีเงินเพิ่มถึงจะได้ จึงอยากฝากถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะมีการประชุม วันที่ 12 ตุลาคม ที่เกี่ยวกับการนำเสนอวิสัยทัศน์และการพัฒนาที่เน้นทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญ เพราะฉะนั้นขอให้ย้อนกลับไปดูตอนนี้กำลังทิ้งทรัพยากรมนุษย์ที่กำลังจะเป็นหัวใจสำคัญ เป็นหมื่นเป็นแสนลายที่อาจจะถูกหลุดจากระบบ
ขณะที่นายดนัยนันท์ เครือศึก เลขาธิการสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหา สภาเด็กและเยาวชนก็ได้มีการประสานกับหน่วยงานกลาง มากกว่า 20 หน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่นอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ และได้รับเสียงสะท้อนจากสถาบันการศึกษามาว่า เข้าใจปัญหาของกยศ แต่เมื่อกยศ.ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินให้เด็กได้เรียนต่อ ทางมหาลัยก็ต้องดิ้นรนหาทางออกให้ เพราะมองว่าเด็กและเยาวชนคนหนึ่ง
นายดนัยนันท์ กล่าวอีกว่า การที่จะได้เป็นอนาคตของชาติเป็นเรื่องที่สำคัญเด็กทุกคนควรได้รับการเรียน แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เด็กคนอื่นที่ไม่มีเงินไปเรียน ก็เกิดปัญหาสุขภาพจิต ท้อหรือบางคนไม่รู้ว่าชีวิตต้องทำอะไรต่อ ซึ่งปัญหานี้กระทบทั้งตัวเด็กและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงอยากสะท้อนว่าถ้าการศึกษาดีทุกอย่างจะดี เศรษฐกิจจะดี ประเทศจะดี เด็กคนนึงจะมีอนาคต จึงอยากเรียกร้องให้มีการศึกษาที่ดีกว่านี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากเสียงสะท้อนแบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เรื่องเงิน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ เพราะงบประมาณของประเทศมีจำกัด แต่งบประมาณก็เป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญ และตั้งคำถามไปถึงรัฐบาลว่า ตกลงแล้ว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา ที่เป็นอนาคตของลูกหลานมากน้อยแค่ไหน 2.เรื่องกฎที่มีการปรับหลักเกณฑ์จนทำให้เด็กและผู้ปกครองปรับตัวไม่ทันส่งผลให้หลายคน มีความเสี่ยงที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา และ 3.เรื่องใจที่กระทบกับผู้ปกครองและตัวเด็กเอง เพราะตอนนี้สภาพสังคมเศรษฐกิจมีการกดดันกันค่อนข้างเยอะและ ยังต้องมาเจอปัญหาเรื่องกยศ.อีก



