“ศรีสุวรรณ” บุก กกต.จี้ถอนกัน 3 พยานกลับคำคดีฮั้ว สว. เร่งดำเนินคดีอาญา-เอาผิดแจ้งเท็จ ให้การเท็จ เตือนหากเพิกเฉยระวัง กกต.เข้าข่ายละเว้นหน้าที่เสียเอง
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องถึง กกต. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยาน และให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง กรณีมีการฮั้ว สว. อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและเร่งดำเนินคดีอาญา มาตรา 137, 175, 177 กับ 3 พยานที่กลับคำให้การในกรณีดังกล่าวโดยเร็ว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก กกต. ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ถึงผลการสืบสวน สอบสวน กรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ และได้มีมติส่งศาลฎีกาฟ้องบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว. จำนวนทั้งสิ้น 77 คน โดยผลการวินิจฉัยของ กกต.ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน แต่เลือกฟ้อง สว. เพียง 26 คนและทีมงานเครือข่ายอันแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการโกงการเลือก สว. เกิดขึ้นจริง

แต่ทว่าหลังจากการแถลงของประธาน กกต. ว่าเสียงข้างมากไม่รับฟังพยาน 3 รายที่ กกต.เคยมีมติกันไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2563 ได้แก่ พยานรหัส 16 พยานรหัส 21 และ พยานรหัส 22 แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ ทำให้ กกต.เสียงข้างมากอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. “ไม่น่าเชื่อถือ” เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก
ในเมื่อพยานดังกล่าวกล้าที่จะกลับคำให้การ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ กกต.เพราะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่จะต้องมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยาน และให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีฯ ข้อ 10 โดยต้องดำเนินคดีอาญาทันที 2 ข้อหาโดยเร็ว คือ ข้อหาที่ 1 คดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 และข้อหาที่ 2 ความผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 175, 177
ทั้งนี้ หาก กกต.เพิกเฉย อาจถือได้ว่ากระทำความผิดอาญาเสียเอง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.2560 มาตรา 69 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรรมการ กกต. ที่กระทำการหรือหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี รวมทั้งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช. 2561 มาตรา 172 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตได้



