‘เลขาฯปชป.’ จี้ ‘กพร.’ คุมเข้มการลักลอบนำเข้า-ขนส่ง-แปรรูปแร่พลวง แนวชายแดนไทย-เมียนมา ชี้อาจนำเข้าแร่บังหน้า แท้จริงเป็นเงินสแกมเมอร์ข้ามแดน
เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับปัญหาการลักลอบนำเข้า ขนส่ง และแปรรูปแร่พลวง ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเครือข่ายสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ
นายชัยวุฒิกล่าวว่า ในฐานะที่คลุกคลีและเข้าใจพื้นที่มานานหลายสิบปี ข้อเท็จจริงพบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับพบความผิดปกติของกลุ่มบุคคลที่เข้ามาเข้าซื้อแร่พลวงในราคาสูงกว่าตลาด รับซื้อราว 150,000 บาท ขณะที่ราคาปกติอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท แล้วมีการนำแร่ไปแต่งที่โรงงานฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอย่างชเวก๊กโก ก่อนจะวนสินค้ากลับเข้ามาหรือผ่านขั้นตอนการทรานสิตเพื่อส่งออก

“พฤติกรรมหมุนเวียนเม็ดเงินกว่า 4,000 ล้านบาทในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ผู้ประกอบการสุจริตได้รับผลกระทบ และสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางแปลงสภาพเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ อีกทั้งเมื่อมีรถบรรทุกขนแร่ ซึ่งเป็นรถที่มีน้ำหนักมาก ก็ได้สร้างความเสียหายกับถนนหลวงมากอีกด้วย” นายชัยวุฒิกล่าว
นายชัยวุฒิกล่าวต่อว่า นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแล้ว ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงแต่งแร่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมย ซึ่งมีกากแร่และของเสียไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักที่ประชาชนใน จ.ตาก และแม่ฮ่องสอน ต้องใช้ในการอุปโภคบริโภคและทำน้ำประปา จึงขอเสนอแนะให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เร่งรัดการออกหนังสือรับรอง (CEO) เพื่อสร้างกลไกควบคุมสารปนเปื้อนในชุมชนอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับกรมควบคุมมลพิษในการตรวจสอบมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ด่านหน้า เช่น กรมศุลกากร ตนมีความเห็นใจและเข้าใจข้อจำกัดด้านกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัดท่ามกลางแนวชายแดนที่กว้างขวางกว่า 500 กิโลเมตร ก็ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ ขอเสนอว่าจำเป็นต้องร่วมมือกันยกระดับการตรวจตราตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าทรานสิตให้มีความถี่และความรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้กลุ่มผลประโยชน์ใช้ช่องโหว่ด้านโลจิสติกส์มาสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ค้าคนไทย
“ผมไม่ได้กล่าวโทษใคร การทำงานในพื้นที่ลำบากมีอุปสรรคจริง แต่เมื่อเรารู้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหน ก็ต้องช่วยกันเติมเต็ม ช่วยกันส่งเสียงเพื่อดูแลประชาชน ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้ระบบการค้าชายแดนกลับมาเติบโตได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกคน” นายชัยวุฒิกล่าว

