เปิดแผนพลิกโฉมสุรินทร์ ‘เจเศรษฐ์’ ลุยเขวาสินรินทร์–ศีขรภูมิ ติดตามพัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมเดินหน้า 5 ภารกิจด่วน มท.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอเขวาสินรินทร์และอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่ พร้อมประชุมมอบนโยบายและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายประกาศ ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และนายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ ปลัดจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์ นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ และนายภุชงค์ สุภัควรางกูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

ในช่วงเช้านายเจเศรษฐ์ลงพื้นที่ สระหนองโคก หมู่ที่ 3 ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ เพื่อติดตาม โครงการก่อสร้างพัฒนาเมืองและปรับปรุงภูมิทัศน์สระหนองโคก ซึ่งมุ่งพลิกฟื้นพื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งเป็นพื้นที่สาธารณะ พื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และพื้นที่กิจกรรมของชุมชน การพัฒนาครอบคลุมการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบสระ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 5 เมตร ระยะทางประมาณ 450 เมตร ทางเดินริมสระกว้างประมาณ 3 เมตร ระบบไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ ศาลาพักผ่อน ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นนายเจเศรษฐ์เดินทางไปยัง บ้านพันษี ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ เพื่อติดตามการพัฒนาพื้นที่แหล่งน้ำในชุมชน โดยลงพื้นที่ตรวจการปรับปรุงภูมิทัศน์ สระน้ำหนองเจริญ หมู่ที่ 5 ตำบลจารพัต ซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองเข้ามาดำเนินการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์พื้นที่และยกระดับสภาพแวดล้อมโดยรอบ พร้อมเน้นย้ำให้การพัฒนาแหล่งน้ำคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว ทั้งในด้านการเป็นพื้นที่สาธารณะ การพักผ่อน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

จากนั้นนายเจเศรษฐ์ประชุมติดตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำการบูรณาการทำงานของทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับ 5 ภารกิจเร่งด่วน ได้แก่ 1.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าครองชีพ ส่งเสริมโครงการ “ไทยช่วยไทย” การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2.ยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ

3.เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติให้ฝ่ายปกครองทำงานร่วมกับ ปภ. อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน ไปจนถึงการเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า 4.ยกระดับการบริการประชาชน ผลักดันบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน 5.ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เดินหน้าการบำบัดรักษาผู้เสพในชุมชน ควบคู่กับการตัดวงจรยาเสพติด โดยให้หน่วยงานรัฐทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ

นายเจเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กำชับฝ่ายปกครองให้เดินหน้านโยบาย เฝ้าระวังผู้กระทำความผิดทางเพศที่พ้นโทษ โดยกรมการปกครองร่วมกับกรมคุมประพฤติแจ้งข้อมูลผู้กระทำผิดย้อนหลัง 3 ปีให้พื้นที่รับทราบ เพื่อให้จังหวัดและอำเภอจัดตั้งคณะกรรมการเฝ้าระวัง และป้องกันไม่ให้เข้าใกล้สถานที่เสี่ยง เช่น โรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมติดตามพฤติกรรม
พร้อมกันนี้ให้พื้นที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องได้รับการติดตามเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันเหตุและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย ได้ปรับเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาทต่อครอบครัว ผ่านระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อลดภาระเงินสะสมของท้องถิ่น โดยครอบคลุมถึงบ้านเรือนที่ไม่มีเลขที่และบ้านเช่าด้วย


