‘ปกรณ์’ เผยตั้ง 2 อนุกก.กลั่นกรองข้อร้องเรียน-สื่อสาร เดินหน้านิรโทษกรรม ลั่นต้องเสร็จภายใน 180 วัน ยุติความขัดแย้งสีเสื้อ-คืนสิทธิทางการเมืองจากกฎหมายนิรโทษกรรม ย้ำไม่เกี่ยวคดีทุจริต ชี้รอรวบรวมจำนวนจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ว่า พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม มีขึ้นเพื่อเสริมสร้างสังคมสันติสุข เพราะตลอด 20 ปีเศษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความคิดเห็น ความแตกแยกทางความคิดมากมาย หลายกรณีนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง หลายกรณีนำไปสู่การกระทบกระทั่งกัน ระหว่างหน่วยงานของรัฐและประชาชน รวมถึงการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งมีการพัฒนากันมาหลายรอบ เป็นเสื้อสีนั้นสีนี้ เราไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ในประเทศไทยอีกแล้ว ประเทศเราต้องเดินหน้าไปสู่สังคมสันติสุข ร่วมไม้ร่วมมือพัฒนาประเทศ
นายปกรณ์กล่าวว่า วันนี้นับว่าเป็นก้าวแรก หลังจากสภาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี กรมราชทัณฑ์และสถานพินิจต่างๆ มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 8 พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนิรโทษกรรมทุกคนโดยทันที โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ชุดที่ 1 จะเป็นชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน ชุดที่ 2 เป็นชุดสื่อสารประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับประชาชน และเปิดช่องทางในการรับข้อร้องเรียน
นายปกรณ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่อยู่ในการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ เบื้องต้นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผลการดำเนินงานตามกฎหมายฉบับนี้ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง มีกี่คดี อย่างไร โดยให้ส่งมาที่คณะกรรมการภายใน 30 วันนับจากวันนี้ จากนั้นจะมีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง และเปิดช่องทางให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม หรือทางคดีมาตรวจสอบข้อมูล เพื่อจะได้รู้ว่าคดีไหนที่อาจจะยังตกหล่นอยู่ก็สามารถร้องทุกข์ผ่านคณะกรรมการชุดนี้ได้ โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการจะถือเป็นที่สุด เพื่อยุติความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และเสริมสร้างสังคมสันติสุขขึ้นมาให้ได้จริงสักที
นายปกรณ์กล่าวด้วยว่า วันนี้มีข้อยุติแล้วว่าจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างไร และเราต้องการเห็นกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ทันที โดยต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน นับจากนี้หรือประมาณเดือนมีนาคม 2570 ยืนยันว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะดำเนินการนิรโทษกรรมให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วันตามกรอบ เพราะหากล่าช้าจะกระทบต่อความยุติธรรม
นายปกรณ์กล่าวว่า เราจะตีความในความหมายอย่างกว้าง อะไรที่เป็นประเด็นทางการเมือง เป็นอะไรที่เกิดความขัดแย้งทางความคิด เราจึงไม่ใช้หลักทางการศาลในการวินิจฉัย จะพยายามตีความให้กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ และภายใต้กรอบกฎหมายกำหนด เพราะต้องการสร้างสังคมสันติสุข ไม่ใช่จะบอกว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ไม่มีนิยามที่ชัดเจน แต่จะดูเป็นกรณีไป นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องการฝากไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานของรัฐ นิรโทษกรรมให้เฉพาะกับคนที่ทำผิดกับหน่วยงานของรัฐ เช่น ทำลายข้าวของ แต่ถ้าเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่ประชาชนมีขึ้นระหว่างกัน ยังเป็นเรื่องสิทธิของแต่ละคนที่สามารถไปดูแลสิทธิของตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้คนที่อยู่ในเรือนจำยังไม่ได้ออกมาเลยหลังกฎหมายประกาศใช้ นายปกรณ์กล่าวว่า เดี๋ยวจะมีหนังสือที่แจ้งมติดังกล่าวออกไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันนี้ ยอมรับว่าเมื่อกฎหมายประกาศใช้ ทุกคนงงหมดว่าทำได้เลยหรือไม่ และต้องรอคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ แต่ตอนนี้คณะกรรมการมีตัวตน และมีมติแล้ว คำวินิจฉัยของเราถือเป็นที่สุดแล้ว ทุกหน่วยงานทำได้เลยไม่ต้องกังวล
เมื่อถามว่า มีการระบุจำนวนผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรมหรือยังว่ามีจำนวนเท่าใด นายปกรณ์กล่าวว่า เบื้องต้นสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องการให้สอบทานกับหน่วยงานจริง เมื่อเขาปฏิบัติไปแล้วมีรายชื่ออะไรกับใครบ้าง และดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง จึงต้องมาสอบทานอีกทีหนึ่ง หากมีข้อตกหล่นอยู่จะมีช่องทางให้ร้องเรียนเข้ามาที่คณะกรรมการชุดนี้เพื่อวินิจฉัยเป็นกรณีไป ส่วนจำนวนว่าใครได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ ยังไม่กล้าบอกชัดเจน เพราะข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อถามย้ำว่า การตีความอย่างกว้างจะครอบคลุมไปถึงกรณีหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐประหาร และตัดสินให้บุคคลมีความผิดทุจริตจะได้ประโยชน์ด้วยหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดแล้วว่าการทุจริตไม่เกี่ยว
เมื่อถามว่า สิทธิทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้ จะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า การนิรโทษกรรมคือไม่ได้ถือว่ากระทำความผิด



