หน้าแรก การเมือง สว.เทวฤทธิ์ บ...

สว.เทวฤทธิ์ บุกกกต. ขอรู้ข้อหา มีชื่อถูกร้องคดีฮั้ว ชี้ ไม่เคยได้หมาย ยันนัดห้องจูปิเตอร์ ไม่มีจัดเลี้ยง

21.09.26 | 17:14 น.
Screenshot

“สว.เทวฤทธิ์” งง หลังมีชื่อใน 427 ถูกยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ยื่น กกต.ขอรู้ข้อหา ยอมรับเข้าร่วมงานนัดแนะนำตัว “จูปิเตอร์” ยันไม่มีจัดเลี้ยง-ไม่มีการจ้าง ลั่นรวมตัวมีอุดมการณ์เดียวกัน มีเป้าหมายแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เข้ายื่นหนังสือเพื่อทวงถามและขอความเป็นธรรมต่อ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กรณีปรากฏรายชื่อของตนเองอยู่ในเอกสารข่าว กกต. ที่ 456/2567 เรื่องมติการพิจารณาสำนวนคดีกล่าวหาการฮั้วเลือก สว.


โดยนายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้มายื่นหนังสือถึง นายณรงค์ เนื่องจากพบว่ามีชื่อของตนเองปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถูกร้อง 427 คน แม้ว่าในส่วนของตนจะมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้องก็ตาม แต่ที่ผ่านมาตนไม่เคยได้รับการติดต่อเรียกให้ถ้อยคำ หรือการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ จาก กกต. เลยแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้จึงจำเป็นต้องมาทวงถามเพื่อขอทราบรายละเอียดว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนนั้นคืออะไร และเหตุการณ์ใดที่นำมาเชื่อมโยง เพราะตามกฎหมายของ กกต. เอง การจะดำเนินการใด ๆ จะต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกร้องทราบก่อน

นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ในอดีตตนเคยมาให้ถ้อยคำกับ กกต. เพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นกรณีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติอันเป็นเท็จ โดยมีผู้ไปร้องว่าตนทำงานเป็นนักข่าวไม่ถึง 10 ปี ซึ่งครั้งนั้นตนได้นำพยานหลักฐานทั้งหมดมายืนยันความบริสุทธิ์ จน กกต. มีมติยกคำร้องไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เรื่องดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับคดีการจัดเลี้ยงหรือการฮั้ว สว. ในครั้งนี้แต่อย่างใด นอกจากนี้ ตนยังมาร้องขอความเป็นธรรมแทน นางนันทนา นันทวโรภาส สว. ด้วย เนื่องจากมีชื่อปรากฏอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาที่ระบุไว้ตามความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) คือเรื่องการจัดเลี้ยง หรือรับว่าจะจัดเลี้ยง แต่มีข้อความพ่วงท้ายว่า และสำนวนอื่น ๆ ซึ่งตนก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ากลุ่มของตนถูกระบุว่าผิดฐานจัดเลี้ยง หรืออยู่ในส่วนของสำนวนอื่น ๆ กันแน่

Advertisement

ทั้งนี้ หากมองในประเด็นการจัดเลี้ยง ตนได้รับทราบจากกระแสข่าวรวมถึงการให้สัมภาษณ์ของบุคคล เช่น นายศุภชัย โพธิ์สุ ที่พยายามชี้เป้าว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ตนก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าตนได้เดินทางไปที่ “ห้องจูปิเตอร์” อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี แต่ตนไม่ทราบว่าข้อกล่าวหาของ กกต. หมายถึงเหตุการณ์ที่ห้องจูปิเตอร์นี้หรือไม่ จึงต้องมาสอบถามให้ชัดเจน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ในห้องดังกล่าว มีลักษณะที่อาจถูกมองว่าเป็นการจัดเลี้ยงหรือส่อไปในทางนั้นหรือไม่ นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลย เพราะตลอดกระบวนการไม่เคยมีการเรียกจาก กกต. ให้ไปชี้แจง แม้ผลวินิจฉัยจะออกมาเป็นคุณ แต่กระบวนการที่ไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปรับทราบข้อกล่าวหาถือว่ามีปัญหาความชอบธรรม หากวันนั้นประธาน กกต. ไม่ได้ออกมาเปิดเผยว่าสำนวนนี้มีผู้ถูกร้องถึง 427 คน ไม่ใช่แค่ 229 คน และตนไม่ได้มาพบชื่อตัวเองในภายหลัง ก็จะเสียสิทธิและเสียความยุติธรรมไปโดยไม่รู้ตัว

เมื่อถามอีกว่า มี สว. สีส้มคนอื่นที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มเดียวกันนอกจากนางนันทนา อีกหรือไม่ นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าแต่ละคนประสงค์จะเปิดเผยตัวหรือไม่ แต่เท่าที่มีสื่อมวลชนระบุไว้ก็มีชื่อของน.ต.วุฒิพงษ์ พงสุวรรณ สว. รวมถึงมี สว. ท่านอื่น ๆ ทั้งที่อยู่ในกลุ่มที่ไม่ใช่เสียงข้างมาก ผู้สมัคร และสำรอง ซึ่งสามารถไปตรวจสอบรายชื่อดูได้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรต่อกรณีที่ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ออกมาเรียกร้องให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ตนขอขอบคุณและยกมือไหว้ท่วมหัว ตนเองก็ต้องการมาตรฐานเดียวกับท่านพิสิษฐ์เช่นกัน เพราะท่านใช้เวลาในกระบวนการตรวจสอบเป็นปีกว่า ตนไม่ได้คิดจะหลบหนี และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ กกต. อยู่แล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้ามีผู้สื่อข่าวถามตนว่า การมาร้องครั้งนี้ต้องการรู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ร้อง ตนมองว่าไม่จำเป็นต้องรู้ตัวผู้ร้องก็ได้ เพราะอาจทำให้ผู้ร้องในอนาคตไม่กล้าร้องเรียน การร้องเรียนเป็นสิทธิ

ส่วนประเด็นมาตรฐานเดียวกันนั้น ตนพูดเชิงตลกร้ายว่า หากใช้มาตรฐานเดียวกับ สว. เสียงข้างมาก ตนจะมีสิทธิเลือก กกต. 4 ท่านแบบเดียวกับกลุ่มของท่านหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ในแง่กระบวนการตรวจสอบ ตนยินดีเข้าสู่กระบวนการตามปกติ

เมื่อถามว่า หมายความว่าตอนนี้ สว. ถูกแบ่งเป็นขั้วเสียงส่วนใหญ่สีน้ำเงิน และเสียงส่วนน้อยสีส้มใช่หรือไม่ นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า จะเรียกว่าน้ำเงินหรือส้มหรือไม่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงคือมีกลุ่มเสียงส่วนใหญ่ และกลุ่มเสียงส่วนน้อย ซึ่งกลุ่มเสียงส่วนน้อยมีความหลากหลายมาก ไม่ได้สังกัดหรือโหวตไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เช่น สว.วุฒิพงษ์ ก็ไม่ได้ลงมติเหมือนกับตนหรือ อ.นันทนา

เมื่อถามถึงการวางกลยุทธ์ของสว.สีส้ม ที่แพ้ฝั่งสีน้ำเงิน เนื่องจากสีส้มมีการแข่งกันเองในระดับประเทศตทำให้มีการตัดคะแนนกันเอง นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า จะบอกว่าเป็นสีส้มในแง่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ละคนก็เก่งเหมือนกัน เราก็ไม่สามารถโน้มน้าวได้ สิ่งที่ไม่ปกติคืออามิสสินจ้าง การที่กลุ่มน้ำเงินเขาจะรู้จักกับใครตนคิดว่าฟังขึ้น เพราะธรรมชาติของนักการเมืองรู้จักกันอยู่แล้ว การรู้จักจึงไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครผิดใครถูก ต้องดูว่ามีการให้อามิสสินจ้างหรือการหลอกลวงข่มขู่หรือไม่หรือไม่

เมื่อถามกรณีที่ สว.สายส้มได้ส่งคนเข้าไปในคณะกรรมาธิการ ก็ไม่ต่างอะไรกับสายสีน้ำเงิน นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า จะต่างหรือไม่ก็เป็นเรื่องของการรู้จักกันหรือทำงานร่วมกัน ถ้าจะบอกว่าเขารู้จักกันแล้วจะผิดก็อาจจะไม่ใช่ขนาดนั้น ต้องไปพิสูจน์หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เส้นเงินต่างๆ