‘รุทธพล’ เผยขั้นตอนเรียก ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาชน แจงปมนอมินีภูเก็ต 28 ก.ย.นี้ หากไม่มาเตรียมแจ้งความตำรวจ-ทำหนังสือถึงสภา ขอตัว
เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 22 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการออกหมายเรียกครั้งที่ 3 นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะพยาน กรณีการถือครองอสังหาริมทรัพย์และการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กับต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ว่าเป็นความประสงค์ของนายสมชาติที่จะเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 28 กันยายนนี้ ซึ่งตนเชื่อว่านายสมชาติก็คงมา แต่หากไม่มา ตามขั้นตอนของกฎหมายคดีพิเศษ มาตรา 24 ต้องไปแจ้งความกับ สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหาขัดหมายเรียก
ส่วนคดีหลักก็ต้องรวบรวมหลักฐาน หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ากระทำความผิดจริง และอาจจะต้องทำเรื่องถึงสภาผู้แทนราษฎรในการขอตัว เพื่อแจ้งข้อหา

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของคดีนอมินีในพื้นที่ภูเก็ตเดินหน้าอย่างไรแล้ว พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ดีเอสไอได้รวบรวมพยานของคดีดังกล่าวไว้นานแล้ว รวมทั้งพยานเอกสาร และสัญญาณต่างๆ ที่มีไว้มากพอสมควรแล้ว
ขณะที่คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตรวจสอบสถานะล่าสุดของการประสานนัดหมายเข้าให้ปากคำในฐานะพยานของนายสมชาติ หลังจากเลื่อนหมายเรียกมาแล้ว 3 ครั้ง โดยล่าสุดนายสมชาติได้ประสานมายังคณะพนักงานสืบสวนว่าประสงค์เข้าให้ข้อมูลชี้แจงในฐานะพยาน ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.69 โดยคณะพนักงานสืบสวนตั้งประเด็นเตรียมสอบถามข้อมูลกับทางนายสมชาติไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกี่ยวกับลักษณะการประกอบธุรกิจ วัตถุประสงค์ของการประกอบธุรกิจ การดำเนินธุรกิจมีหน้าที่ภายในสำนักงานอย่างไรบ้าง รวมถึงการเปิดสำนักงานกฎหมาย (หรือที่ทำการพรรคของนายสมชาติ) และมีการใช้แหล่งเงินทุนจากที่ใดบ้าง เป็นต้น เนื่องด้วยพบว่านายสมชาติ มีชื่อเป็นกรรมการบริหารด้วยตัวเอง ซึ่งพนักงานสืบสวนจะรับฟังคำชี้แจงทุกประเด็น เพราะต้องย้ำว่าปัจจุบันคดีสืบสวนในเรื่องนี้เกิดขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นการมุ่งเน้นดำเนินคดีใคร แต่ต้องตรวจสอบทั้งจากคำให้การของพยานหลายปาก พยานหลักฐาน พยานเอกสาร เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์ใดของบุคคลใดเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อจะได้รวบรวมรายละเอียดเสนอขออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษต่อไป
ทั้งนี้ ก่อนนายสมชาติจะเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน ทางพนักงานสอบสวนก็สอบปากคำพยานบุคคลอื่นไว้หลายรายแล้ว ก็จะได้มาดูประกอบกันในส่วนของคำชี้แจงว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ หรือมีความสอดคล้องกันในส่วนของพยานเอกสารหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คณะพนักงานสืบสวนเชื่อว่าในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.69 นายสมชาติคงไม่แจ้งเลื่อนการเข้าพบพนักงานสืบสวนแล้ว เพราะจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เจ้าตัวประสงค์อยากจะชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนมากกว่า
คณะพนักงานสืบสวนเปิดเผยอีกว่า สำหรับการสอบปากคำพยานนายสมชาตินั้น นายสมชาติจะต้องมาชี้แจงกับพนักงานสืบสวน โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องในเรื่องของการถูกระบุว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ซึ่งนายสมชาติต้องนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โครงสร้างบอร์ดผู้บริหาร หน้าที่การทำงานภายในบริษัท และรายการเดินบัญชีทางการเงิน เพื่อชี้แจงได้ว่าเส้นทางการเงินที่รับโอนไปนั้นมาจากการทำธุรกรรมในเรื่องใด โดยเฉพาะในกรณีของแหล่งที่มาของเงินทุนในการใช้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ห้องชุดร่วมกับคนต่างชาติ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินจากแหล่งทุนใดมาใช้ในการหมุนเวียนทำธุรกิจ และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี เพื่อไปถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติอย่างไรบ้าง โดยจะต้องมีหลักฐานการประกอบกิจการ การทำงาน ผลประกอบการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานจะไม่ได้เป็นการสรุปทันทีว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดในคดีตามที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของดีเอสไอว่าในคดีดังกล่าวมีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไรบ้างในการบริหารกิจการธุรกิจการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และห้องชุด เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่ดีเอสไอ โดยกองคดีความมั่นคง ออกหมายเรียกนายสมชาติมาสอบสวนปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยระบุถึงพฤติการณ์ของนายสมชาติว่ามีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ซึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ
อย่างไรก็ดี รายงานยังระบุด้วยว่า ส.ส.สมชาติ รถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ จึงกลายเป็นข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของเงินทุนเกี่ยวโยงกับนิติบุคคลไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว แม้ยังไม่เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 แต่อาจเข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินี เพราะกฎหมายที่ดินไม่ได้ดูที่การประกอบธุรกิจ แต่มุ่งดูที่เจตนาการถือครองที่ดินมากกว่า



