หน้าแรก การเมือง ตรีรัตน์ ซัดเ...

ตรีรัตน์ ซัดเอกนิติ ลดภาษีน้ำมัน E20-B20 ไม่ตอบโจทย์ จี้ลด B7 กระทบต้นทุนขนส่ง

22.09.26 | 12:22 น.

“ตรีรัตน์” สงสัย “เอกนิติ” จะลดภาษีน้ำมันทั้งที ทำไมมีแค่ E20-B20 จี้ลดภาษีน้ำมันดีเซล B7 ลดต้นทุนขนส่ง-ราคาสินค้าของประชาชนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในกลุ่ม E20 และ B20 ว่า ขอขอบคุณนายเอกนิติ ที่รับฟังข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่เราเรียกร้องมาโดยตลอดว่าหนึ่งในมาตรการสำคัญในการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ราคาสินค้า และค่าครองชีพ คือการนำภาษีสรรพสามิตน้ำมันมาใช้เป็นเครื่องมือบรรเทาภาระประชาชน และเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างต้นทุนพลังงาน


นายตรีรัตน์ กล่าวต่อว่า การลดภาษีเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 อาจยังไม่ตอบโจทย์การลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากน้ำมันทั้งสองประเภทมีปริมาณการใช้งานแตกต่างจากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน น้ำมัน B20 มีปริมาณการใช้อยู่ประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมัน E20 ประมาณ 6.5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของภาคขนส่ง ภาคการเกษตร ภาคการผลิต และรถเชิงพาณิชย์ มีปริมาณการใช้อยู่ประมาณ 62 ล้านลิตรต่อวัน

“พรรคประชาธิปัตย์ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกพิจารณาลดภาษีเฉพาะ E20 และ B20 ในช่วงเวลานี้ และเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่กำลังจะไม่เปิดให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชยน้ำมันทั้งสองประเภทต่อไปหรือไม่ ดังนั้นหากรัฐบาลมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการขนส่ง บรรเทาค่าครองชีพ และลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B7 ย่อมเป็นมาตรการที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้างได้มากกว่า” นายตรีรัตน์ กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า จากกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาโต้แย้งว่าการลดภาษีน้ำมันดีเซลอาจเป็นการช่วยเหลือเพียงบางกลุ่มนั้น พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของระบบขนส่งและการผลิตสินค้า หากต้นทุนพลังงานลดลง ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องกำกับดูแลไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสคงราคาสินค้าไว้ในระดับเดิม การแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างยั่งยืน คือการลดต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แล้วจึงใช้งบประมาณหรือเงินกู้ไปชดเชยภาระให้ประชาชนในภายหลัง

Advertisement

“ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีน้ำมันดีเซล B7 เป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ หากรัฐบาลจะลดภาษีน้ำมัน ก็ควรเริ่มจากเชื้อเพลิงที่มีปริมาณการใช้สูงที่สุด และส่งผลต่อต้นทุนเศรษฐกิจในวงกว้างที่สุด เมื่อรัฐบาลยอมรับแล้วว่าการลดภาษีน้ำมันเป็นแนวทางที่ถูกต้อง คำถามคือเหตุใดจึงยังไม่เริ่มจากน้ำมันดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณการใช้ประมาณ 62 ล้านลิตรต่อวัน และเป็นเชื้อเพลิงหลักที่กำหนดต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าของประชาชนทั้งประเทศ” นายตรีรัตน์ กล่าว