หน้าแรก การเมือง อนุสรณ์ ค้านเ...

อนุสรณ์ ค้านเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน1.4หมื่นล้าน เข้ากองทุนส่งเสริมท่องเที่ยว เสี่ยงวินัยการคลัง รั่วไหลง่าย

22.09.26 | 17:11 น.

รองประธาน กมธ.การเงินการคลัง ค้านการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 1.4 หมื่นล้าน เข้า กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ชี้ เสี่ยงวินัยการคลัง รั่วไหลง่าย


วันที่ 22 กันยายน ที่ อาคารรัฐสภา รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะ รองประธานกมธ.การเงินฯ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวเรื่อง “ค่าเหยียบแผ่นดิน: รายได้ใหม่ของรัฐบาลที่ผิดหลักวินัยการคลัง เลี่ยงตรวจสอบ รั่วไหลง่าย อาจกระทบธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และกิจการต่อเนื่อง รวมทั้งประชาชนอาจไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร”

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า จากการที่ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มีการเสนอแนวทางจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ” หรือที่เรียกว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เข้าสู่กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การดำเนินการเช่นนี้ อาจจะทำให้มีการใช้เงินที่จัดเก็บจากค่าธรรมเนียมอย่างไม่มีประสิทธิภาพ มีการรั่วไหลเอื้อประโยชน์ได้ง่าย การเก็บเงินเข้ากองทุนนี้มีลักษณะคล้าย Earmarked Tax โดยเงินที่เก็บได้จะไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ มองว่าเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กองทุนดังกล่าวควรต้องได้รับการทบทวนวัตถุประสงค์ รวมถึงรูปแบบในการจัดเก็บค่าธรรมเนียม การเก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดินอาจกระทบธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และกิจการต่อเนื่อง รวมทั้งประชาชนอาจไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงท่องเที่ยว มีการศึกษาผลกระทบซึ่งเกิดจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมด้วยกระบวนการศึกษาเชิงเปรียบเทียบและเชิงเศรษฐมิติจากสมมติฐาน อัตราค่าธรรมเนียม 450 บาท/คน จำนวนนักท่องเที่ยว 33.2 ล้านคน ซึ่งผลการศึกษาได้ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงประมาณ 66,200 คนและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 3,114 ล้านบาท แม้รัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่ง แต่เงินจำนวนนี้ไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ นำเข้ากองทุนเลย หากไม่มีการบูรณาการในการใช้เงินเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จะก่อให้เกิดการซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณอย่างมาก เป็นช่องทางที่จะมีการทุจริตรั่วไหล และเอื้อประโยชน์กันในกลุ่มเครือข่ายใกล้ชิดได้ รายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 1 หมื่นล้านบาท อาจไม่เกิดขึ้นอย่างที่คาดการณ์ หากการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่าที่คาด

Advertisement

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องความโปร่งใส และการประเมิน การใช้เงินของกองทุนหมุนเวียนทั้งหลาย จะเห็นได้ชัดว่า มีกองทุนหมุนเวียนจำนวนไม่น้อยที่ สตง. ไม่รับรองงบ และมีข่าวการทุจริตรั่วไหล ซึ่งกรณีของกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย อาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้อีกเช่นกองทุนหมุนเวียนอื่น ๆ จึงต้องมีการกำกับ ตรวจสอบให้ดี แต่วิธีที่ดีกว่า ก็คือการให้นำส่งรายได้ให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปใช้จ่ายตามประบวนการงบประมาณปกติ
วัตถุประสงค์ของการตั้งกองทุนเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีตามนี้
1. เป็นเงินอุดหนุนหรือให้กู้ยืมแก่หน่วยงานรัฐเพื่อดำเนินงานตามนโยบาย พัฒนาและปฏิรูปการท่องเที่ยว
2. เป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือ สนับสนุน ฝึกอบรม และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
3. เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีประกันภัยแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ
4. เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนการแบ่งสรรงบประมาณเบื้องต้น เม็ดเงินจะถูกกระจายออกเป็นสัดส่วนสำหรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศร้อยละ 82.43 สำหรับการจัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติร้อยละ 11.31 สำหรับค่าดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 6.20 และสำหรับค่าบริหารจัดการกองทุนร้อยละ 0.06 กองทุนนี้มีลักษณะเป็นกองทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณ ในการจะจัดตั้ง จะต้องยื่นเรื่องและวัตถุประสงค์ต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนหมุนเวียนให้ทำการพิจารณาก่อน ส่วนขั้นตอนต่อไปนั้นตัวแทนจากกระทรวงการคลังได้รายงานว่าก่อนที่จะสามารถเสนอเป็นกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ จะต้องขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พุทธศักราช 2561
ถึงแม้ว่าจะมีกลไกทางกฎหมายที่ทำให้กองทุนนี้เกิดขึ้นได้ แต่ผมเห็นว่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ ตามหลักแล้วภาษีและค่าธรรมเนียมทุกบาททุกสตางค์ควรเข้าสู่ระบบงบประมาณของประเทศโดยปกติ การอาศัยวิธีนอกงบประมาณหรือลักษณะที่มีความใกล้เคียงกับ Earmarked Tax ดังเช่นในกรณีกองทุนนี้ จะขัดต่อหลักการประสิทธิภาพและความโปร่งใส

ทั้งนี้ Earmarked Tax คือระบบการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่ผูกติดหรือล็อกวัตถุประสงค์ไว้ล่วงหน้าอย่างเจาะจงว่าเงินรายได้นี้จะต้องนำไปใช้เพื่อกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะ โดยแยกออกจากงบประมาณแผ่นดินส่วนกลาง แม้ในมุมมองผิวเผินอาจดูเหมือนช่วยให้มีการจ่ายเงินอุดหนุนตรงจุด แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การคลัง ระบบนี้สร้างปัญหาความแข็งตัวของงบประมาณ (Budget Rigidity) และทำให้การจัดสรรทรัพยากรของประเทศขาดความยืดหยุ่น

เมื่อพิจารณาจากกระบวนการจัดเก็บและการนำไปใช้แล้ว กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ Earmarked Tax อย่างมาก ค่าธรรมเนียมมีการกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างชัดเจน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บมาจากนักท่องเที่ยวจะถูก ล็อกวัตถุประสงค์และบังคับให้นำกลับมาใช้หมุนเวียนเฉพาะในภาคส่วนการท่องเที่ยวและการประกันภัยที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยไม่ถูกนำมารวมเป็นรายได้แผ่นดินที่รัฐบาลจะสามารถจัดสรรตามความจำเป็นเร่งด่วนของของประเทศได้
เนื่องจากกองทุนอยู่นอกระบบงบประมาณปกติ หมายความว่าการที่เงินค่าเหยียบแผ่นทั้งหมดไม่ได้ไหลเข้าคลังของประเทศ จึงไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีอย่างเข้มข้นจากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามระบบปกติอ่อนแอลง การติดตามตรวจสอบเม็ดเงินทำได้ยากขึ้นเนื่องจากมีระเบียบและคณะกรรมการเฉพาะกิจบริหารจัดการกันเอง

นอกจากนี้แล้วสัดส่วนการใช้เงินกว่าร้อยละ 82 ที่ระบุว่านำไป “สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ” นั้นมีความกว้างและคลุมเครืออย่างมาก เปิดช่องให้เกิดการตีความเพื่อนำงบไปใช้ในโครงการที่อาจไม่มีตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่ชัดเจน

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ท้ายที่สุดผมเห็นว่ามีโอกาสสูงที่รูปแบบของกองทุนนี้จะกำกับดูแลยากและอาจเกิดความไม่โปร่งใสเมื่อกองทุนนี้มีลักษณะเป็นกองทุนนอกงบที่มีกฎระเบียบเฉพาะตัว การเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดการใช้จ่ายเชิงลึกจึงทำได้ยากกว่างบประมาณแผ่นดินทั่วไป ภาคประชาสังคมและสาธารณชนแทบไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นจุดอับทางการคลังที่เสี่ยงต่อการบริหารอย่างไร้ประสิทธิภาพและใช้จ่ายอย่างไร้ความคุ้มค่า
ปัจจุบันเรามีกองทุนนอกงบประมาณจำนวนมากเกินไป ในขณะที่งบประมาณที่ได้จากการเก็บภาษีก็ขาดดุลอยู่มาก หนี้สาธารณะพุ่งสูง เพื่อความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ผมเห็นว่าหากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยากจะผลักดันการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินต่อไป ก็ไม่ควรใช้รูปแบบกองทุนนอกงบประมาณ ต้องวางโครงสร้างใหม่ให้สามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้จากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและประชาชน

ขณะเดียวกัน กมธ.การเงินฯ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมจัด เตรียมงานเสวนาครั้งสำคัญ ภายใต้หัวข้อ “Data Center : อนาคตอุตสาหกรรมภาคการเงิน การลงทุนไทย ใครได้ ใครเสีย” ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย สส.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธาน กมธ. การเงินการคลัง ฯ กล่าว เรียกร้องให้รัฐบาลจัดระเบียบ ประเมินโอกาสและความท้าทายของ Data Center ต้องเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ ต้องต่อยอดสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งเสนอให้รัฐบาลต้องมีการพัฒนาระบบและกลไกรองรับเพื่อให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมใหม่จะทำให้ประเทศสามารถมีฐานรายได้ใหม่ ๆ ลดความเสี่ยงวิกฤตฐานะทางการคลังในอนาคตและพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงต่อไป

โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมสมองฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมถอดบทเรียนและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของประเทศไทย ในยุคที่เทคโนโลยี AI, Cloud Computing และธุรกรรมการเงินดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดด “Data Center” ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีผลเพียงมิติทางเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และคุณภาพชีวิตของประชาชน เวทีเสวนาในครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์โอกาส ความท้าทาย และผลกระทบใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่
1. มิติการคลังและมาตรการส่งเสริมการลงทุน: วิเคราะห์ความคุ้มค่าระหว่าง “สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐสูญเสีย” เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ กับ “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน” ที่จะเกิดขึ้นจริง
2. มิตินโยบายการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน: ประเมินผลกระทบของการใช้ทุนมหาศาลและการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากของ Data Center ต่อกรอบการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) การบริหารความเสี่ยงด้าน ESG และเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
3. มิติตลาดการเงินและโครงสร้างพื้นฐานธุรกรรมดิจิทัล: การเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) และอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ในภาคการเงิน
4. มิติการจัดสรรทรัพยากรและคุณภาพชีวิตประชาชน: การสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนักลงทุน กับการกำกับดูแลการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพและโครงสร้างราคาพลังงานของประชาชน

นายสาธิต สาตรพันธุ์ ผู้ชำนาญการประจำตัวของ สส.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวถึงรายละเอียดว่า ภายในงาน ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Data Center: สายวิศวกรรมโครงสร้าง” โดย คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
อภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อ “Data Center สายนวัตกรรมสีเขียว” โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานกรรมการ Canvas Ventures International และหัวข้อ “Data Center สาย Big Tech เศรษฐกิจและผังเมือง โดย ผศ.ดร.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ (สส.พรรคประชาชน) รวมถึง หัวข้อ “Data Center กับภาคการเงินและภาคการลงทุน” โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ และหัวข้อ “Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)” โดย สส.อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (สส. พรรคประชาชน) คณะผู้จัดงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเสวนาครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดกรอบการกำกับดูแล (Governance & Regulation) ที่เหมาะสม เพื่อให้อุตสาหกรรม Data Center ของไทยเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติอย่างจริงจัง

ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่านเข้าร่วมทำข่าวและรับฟังการเสวนา และขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อสำคัญ ที่จะมีส่วนขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ณ อาคาร 60 ปี ห้องสัมมนาชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป