‘ศุภโชติ’ ซัดรัฐวน 3 มาตรการเดิมแก้น้ำมันแพงไม่ตรงจุด หวั่นกองทุนน้ำมันติดลบ-ปชช.แบกภาระ จี้ ‘รัฐบาล’ เปิดผลสอบ ‘ไอ้โม่งน้ำมัน’ หลัง 7 เดือนยังไร้คำตอบ ไล่จับตัวการใหญ่-เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงแนวทางการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันแพง ว่า ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศไทย โดยนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน ราคาขายปลีกน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง น้ำมันดีเซลแตะระดับ 40 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4 บาทต่อลิตร
นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐบาลยังคงวนเวียนอยู่กับ 3 มาตรการเดิมๆ ซึ่งแต่ละมาตรการเริ่มมีข้อจำกัดและไม่สะท้อนการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ได้แก่ 1.ใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนราคา ปัจจุบันกองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนน้ำมันดีเซลเกือบ 6 บาทต่อลิตรในทุกๆ วัน เพื่อประคองราคาหน้าปั๊ม จนสถานะกองทุนติดลบเกือบ 9 หมื่นล้านบาท คำถามสำคัญคือหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะแบกรับภาระนี้ได้นานแค่ไหน มีแผนสำรองหรือไม่ หรือสุดท้ายผลกรรมจะตกอยู่ที่ประชาชนต้องเป็นคนจ่ายคืน
นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า 2.ขอความร่วมมือโรงกลั่นนำส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วย แม้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะกำหนดลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น 4 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 แต่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เมื่อดูผลประกอบการจะพบว่าโรงกลั่นบางแห่งมีกำไรพุ่งเป็นประวัติการณ์เกือบ 3 หมื่นล้านบาทในครึ่งปีแรก ในขณะที่ค่าครองชีพประชาชนพุ่งสูง แต่รัฐบาลกลับเงียบหายเรื่องการจัดเก็บภาษีลาภลอย จากกำไรพิเศษในช่วงวิกฤต ทั้งที่เคยเป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้อง
นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า 3.ลดภาษีสรรพสามิต B20 และ E20 โดยอ้างว่าช่วยเกษตรกร มาตรการนี้ฟังดูเหมือนตรงเป้า แต่ในความเป็นจริงภาคการเกษตรมีการใช้น้ำมันดีเซล B7 มากกว่า 95% ขณะที่ B20 มีการใช้เพียง 5% รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรการเกษตรส่วนใหญ่ยังใช้ B7 ขณะที่เครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็กจำนวนมากไม่ได้ออกแบบมารองรับ E20 รวมถึงปั๊มน้ำมันในพื้นที่การเกษตรก็มีหัวจ่าย B20 น้อยมาก มาตรการนี้จึงไม่ได้ช่วยเกษตรกรส่วนใหญ่อย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นสำคัญที่หายไปคือเรื่องไอ้โม่งน้ำมัน หรือขบวนการกักตุน ลักลอบ และค้าน้ำมันผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาเกือบ 7 เดือน ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบว่าการตรวจสอบไปถึงไหน จับตัวการใหญ่ได้กี่ราย ยึดน้ำมันได้เท่าไหร่ หรือมีใครถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดแล้วบ้าง เพราะตามหน้าข่าวเห็นเพียงการแจ้งข้อหาเบาหวิวเรื่องส่งเอกสารไม่ครบและเตรียมปรับเงินหลักแสนบาทเท่านั้น
นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจึงขอเสนอ 4 แนวทางเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้รับมือกับวิกฤตพลังงานในระยะยาว ดังนี้ 1.ใช้มาตรการอุดหนุนแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อน เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย เพื่อให้งบประมาณที่มีจำกัดถูกใช้อย่างคุ้มค่าและตรงเป้าหมาย 2.ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และปั๊มแบรนด์ต่างๆ ลดค่าการตลาดลง 0.60–1.50 บาทต่อลิตร ชั่วคราวในช่วงวิกฤต
นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า 3.เดินหน้าจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกลุ่มธุรกิจพลังงานที่ได้รับผลประโยชน์และกำไรส่วนเกินจากวิกฤต เพื่อนำเงินกลับมาช่วยลดภาระประชาชน และ 4.เอาจริงเอาจังกับการลักลอบและกักตุนน้ำมัน เปิดเผยผลการสอบสวนต่อสาธารณะ และตามหาไอ้โม่งน้ำมัน มารับโทษตามกฎหมายให้ได้
“ราคาน้ำมันโลกเราอาจควบคุมไม่ได้ แต่รัฐบาลเลือกได้ว่าจะบริหารวิกฤตอย่างไร จะมีแผนรับมือที่มากกว่าการประคองราคาไปวันๆ หรือจะปล่อยให้ประชาชนเป็นคนแบกต้นทุนอยู่ฝ่ายเดียว” นายศุภโชติ กล่าว

