หน้าแรก การเมือง ส่องทริป‘อนุท...

ส่องทริป‘อนุทิน’เยือนสหรัฐ โอกาสไทยในเวทีโลก

24.09.26 | 12:21 น.

ส่องทริป‘อนุทิน’เยือนสหรัฐ
โอกาสไทยในเวทีโลก


หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งพบหารือทวิภาคีกับผู้นำต่างประเทศ และหารือกับภาคธุรกิจระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ในวันที่ 24 กันยายน เราอาจต้องถามคำถามที่เสียมารยาทนิดหนึ่งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังแบกประเทศไทยไปขายอะไรกันแน่ ระหว่าง อนาคตของประเทศ กับ ความง่ายในการเข้าประเทศ เพราะถ้าทริป UNGA81 ครั้งนี้จบด้วยภาพจับมือผู้นำ เปิดวงหารือกับสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกที่ Bank of America เป็นเจ้าภาพ พบ PIMCO พบ Microsoft พบ Google พบ Brookfield ไปจนถึงเคาะระฆังเปิดตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) แล้วกลับมาบอกนักลงทุนอีกครั้งว่า “Thailand is open for business” (ประเทศไทยเปิดรับธุรกิจ) โลกได้ยินประโยคนี้จากเรามาหลายสิบปีแล้ว

Advertisement

และคำถามที่ยากกว่าคือ แล้วประเทศไทยมีอะไรที่ทำให้เขาต้องลงทุนกับเรา ไม่ใช่แค่ลงทุนผ่านเรา นี่ต่างหากที่ควรเป็นโจทย์ใหญ่ของ UNGA81 เพราะบริบทของโลกในปีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องสันติภาพแบบนามธรรม แต่ครอบคลุมทั้งความเชื่อมั่น การเปลี่ยนผ่านของโลก ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สภาพภูมิอากาศ การพัฒนา และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไทยควรเอาขึ้นไปโชว์ไม่ควรเป็นเพียงภาพของประเทศที่ “พร้อมรับการลงทุน” แต่ควรเป็นประเทศที่รู้ชัดว่าตัวเองต้องการอะไรจากการลงทุนเหล่านั้น

ประโยคที่ไทยควรทำให้โลกจำได้ คือประเทศไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงประตูผ่าน (Gateway) ที่ใครก็เดินผ่าน แต่ต้องการเป็นตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้ (Trusted Connector) ของเศรษฐกิจเอเชีย เป็นพื้นที่ที่ทุน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และตลาดอาเซียน สามารถมาเจอกันได้โดยไม่ต้องแลกกับความไม่แน่นอนของกติกา เพราะในโลกของเงินลงทุนระยะยาว คำว่า “ยืดหยุ่น” (Flexible) อาจฟังดูน่าสนใจ แต่คำว่า คาดการณ์ได้ (Predictable) มีราคามากกว่าเสมอ

ตรงนี้เองที่พาเรากลับมาสู่คำถามที่น่าสนใจมากในประเทศไทยวันนี้ ในจังหวะที่เรากำลังเปิดรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) บริการคลาวด์ (Cloud Service) และโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหาศาล ไทยกำลังบอกนักลงทุนว่า เรามีกติกาที่ดี หรือกำลังบอกว่า เรามีประตูให้เลือกหลายบาน เพราะเสน่ห์ของประเทศไทยในสายตาทุนต่างชาติบางครั้งอาจไม่ได้อยู่ที่เรามีภาษีต่ำที่สุด แรงงานถูกที่สุด หรือไฟถูกที่สุด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเรียกอย่างสุภาพว่า ความยืดหยุ่นของระบบ ถ้าประตูบานหน้าติด ก็ลองประตูข้างๆ ถ้าประตูสีเขียวเข้าไม่ได้ มีเหลืองไหม แล้วถ้าเหลืองยังไม่ได้ จะมีเทาหรือดำให้เลือกหรือเปล่า แน่นอน นี่ไม่ใช่การบอกว่าประเทศไทยมีประตูหลายสีเหล่านี้จริง แต่เป็นคำถามเชิงกติกาที่ควรถาม เพราะเส้นแบ่งระหว่าง ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย (Policy Flexibility) กับการหาประโยชน์จากช่องว่างของกติกา (Regulatory Arbitrage) บางครั้งมันบางมาก และถึงแม้ในระยะสั้นทั้งสองอย่างจะสามารถดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง แล้วถ้าไทยตั้งโต๊ะบอกว่า อยากเข้าประตูไหนเลือกเลย เราปรับให้ได้ เกมแบบนี้อาจดึงเงินหลักหมื่นล้านหรือหลักแสนล้านเข้ามาได้เร็วมาก ฟังแล้วก็น่าตื่นเต้น ประเทศรวยแล้ว รวยอีก รวยไม่ไหว แต่ปัญหาคือทุนที่เข้ามาเพราะยืดหยุ่นกว่าคนอื่น ก็สามารถย้ายออกไปได้ทันที เมื่อมีประเทศอื่นที่ยืดหยุ่นกว่าคุณ

เช่นเดียวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศ ไทยไม่จำเป็นต้องขึ้นเวที UN แล้วพูดเรื่องรักษ์โลกแบบลอยๆ หากเราจริงจังกับการเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ หรือฐานการผลิตขั้นสูง เราก็ต้องพูดให้ชัดว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ของไทยคือยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ถ้าอยากได้ดาต้าเซ็นเตอร์ เราต้องมีพลังงานสะอาด ถ้าอยากได้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เราต้องมีพลังงานและน้ำที่มั่นคง ถ้าอยากรักษาฐานส่งออก เราต้องทำให้ห่วงโซ่อุปทานลดการปล่อยคาร์บอน และถ้าอยากได้เงินลงทุนระยะยาว เราก็ต้องตอบให้ได้ว่าไฟในอีกสิบปีจะมาจากไหน เพราะท้ายที่สุดข้อจำกัดของประเทศไทยอาจไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเมกะวัตต์ ซึ่งเห็นได้แล้วจากการที่บีโอไอกำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องผ่านการพิจารณาความพร้อมด้านไฟฟ้าและน้ำก่อนได้รับการส่งเสริม

และเหนือสิ่งอื่นใด บนโต๊ะ Google, Microsoft, Brookfield หรือกองทุนระดับโลก นายกฯไม่ควรมีแต่ประโยคว่า ประเทศไทยมีอะไรให้คุณ แต่ต้องมีคำถามกลับด้วยว่า ถ้าเราให้สิทธิประโยชน์ ให้ไฟ ให้ที่ดิน ให้โครงสร้างพื้นฐาน ให้ตลาด และให้โอกาสทางธุรกิจ คุณจะทิ้งอะไรไว้ให้ประเทศไทย คำว่า ทิ้งอะไรไว้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) หรือภาพประชาสัมพันธ์ แต่มันหมายถึงเทคโนโลยี หมายถึงทรัพย์สินทางปัญญา และหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การลงทุนก้อนต่อไปเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์อีกครั้ง

ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรโชว์บน UNGA81 ไม่ใช่เพียงประโยคว่า Thailand is open for business แต่ควรเป็นประเทศไทยที่กล้าพูดว่า เราพร้อมรับทุน แต่ทุนต้องสร้างขีดความสามารถ เราพร้อมรับเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีต้องสร้างคน เราพร้อมให้โครงสร้างพื้นฐาน แต่การลงทุนต้องสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ในประเทศไทย และคำถามสำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยจะทำให้คุณกล้าลงทุนหนึ่งแสนล้านวันนี้ และยังอยากวางอีกหนึ่งแสนล้านในอีกสิบปีข้างหน้าได้อย่างไร” คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีประตูสีเขียว เหลือง เทา หรือดำกี่บาน แต่อยู่ที่ว่าประตูหลักของประเทศไทยชัดพอ โปร่งใสพอ มั่นคงพอ และมีของอยู่หลังประตูมากพอหรือยัง

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรตื่นเต้นกับข่าวว่า เงินอีกแสนล้านกำลังจะเข้าไทย เท่ากับคำถามว่า แสนล้านนั้นจะทำให้ไทยรวยขึ้นจริง หรือเพียงทำให้ประเทศไทยกลายเป็นที่ตั้งของทรัพย์สินราคาแสนล้านที่คนอื่นเป็นเจ้าของ ถ้านายกฯใช้ UNGA81 ทำให้โลกเห็นว่าประเทศไทยรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากทุน รู้ว่าจะเปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็นเทคโนโลยี คน และอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจอย่างไร นั่นคือ สาระสำคัญของทริปนี้ แต่ถ้าสุดท้ายสิ่งที่โลกจำประเทศไทยได้ยังเป็นแค่กฎหมายติดตรงไหน เดี๋ยวเราหาประตูอีกสีให้ อันนั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์การลงทุน มันคือการเอาความไม่แน่นอนของกติกา มาทำเป็นโมเดลธุรกิจของประเทศ

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ที่ผู้แทนประเทศไทย นายกฯ เข้าร่วมนั้น เป็นวาระทางการทูตที่มีความสำคัญอย่างมาก ท่ามกลางบริบทที่มีทั้งเรื่องของความเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจหรือวิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นภายใต้เวทีครั้งนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องไปนำเสนอก็คือ แนวคิดการทูต ทูตเชิงยุทธศาสตร์แบบเน้นผลสัมฤทธิ์ โดยผสานบทบาทบนเวทีพหุภาคีเข้ากับการเจรจาทวิภาคี รวมไปถึงการทูตเชิงเศรษฐกิจต่างๆ

ประการแรก คือ เรื่องจุดยืนบนเวทีสมัชชาใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเสนอวิสัยทัศน์ในเรื่องของการเป็นอำนาจระดับกลางที่สร้างสรรค์ อย่าลืมว่าการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์มีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งของมหาอำนาจในโลก เช่น กรณีสหรัฐอเมริกากับจีน ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น เราต้องระมัดระวังในการที่จะไม่ให้เรื่องของความขัดแย้งระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน เช่น ไทยกับกัมพูชา กลายเป็นสงครามตัวแทน คือ เป็นเวทีในการที่จะทำให้มหาอำนาจเข้ามามีบทบาทในการแทรกแซงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงประเทศไทยด้วย

สิ่งสำคัญคือ เราต้องเสนอตัวเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ มิติความมั่นคงใหม่ๆ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของมนุษย์ ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม ผู้นำด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีประเด็นถกแถลงในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง

ส่วนด้านที่ 2 เป็นเรื่องจุดยืนในทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง เพราะท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ เราก็ต้องรักษาสมดุลและรักษาความเป็นกลางของอาเซียน เพราะประเทศไทยเราถือว่าเป็นผู้นำในอาเซียน ฉะนั้น หลักการสำคัญของอาเซียน คือ การเกี่ยวข้องเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยต้องเสนอทางออกในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเจรจาสันติภาพ เรื่องมนุษยธรรม เรื่องความขัดแย้งในภูมิภาค เช่น วิกฤตการณ์ในเมียนมา ซึ่งประเทศไทยก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องใช้การทูตสันติภาพและการพัฒนา

ส่วนประการที่ 3 คือ ข้อเสนอและเป้าหมายในการที่จะหารือ ทั้งระดับทวิภาคีหรือแม้ทั้งในภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญ คือ เราต้องอยู่ในฐานะของการเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานในอนาคต เช่น ธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจยานยนต์ EV หรือพลังงานสะอาด เป็นต้น จะต้องแสดงความพร้อมสู่มาตรฐานระดับสูงในเรื่ององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งวันนี้เราอยู่ระหว่างการเข้าขอเป็นสมาชิก OECD แต่ปัญหาภายในของเราก็ยังมีไม่น้อย เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนในการเข้าสู่ OECD ก็เป็นโจทย์ที่ไทยเราเองต้องดำเนินการด้วย หรือแม้ทั้งการพูดถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะสร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมระดับโลก เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงหรือแพลตฟอร์มต่างๆ การส่งออกทุนวัฒนธรรมของประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

จะเห็นได้ว่า การเดินทางของนายอนุทินครั้งนี้ ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่สุนทรพจน์ที่จะไปกล่าวในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ แต่ต้องเป็นเรื่องของความสอดคล้องในเชิงนโยบายที่จะต้องสร้างความสอดคล้อง ทั้งเศรษฐกิจสีเขียว สันติภาพ นวัตกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือการดึงดูดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งในแง่ของผลประโยชน์ของรัฐและผลประโยชน์ของภาคเอกชน นี่คือสิ่งที่สำคัญในการที่จะทำให้ไทยเราได้ผลลัพธ์ในเชิงบวกสูงสุดในการเข้าร่วมเวทีครั้งนี้

ขณะที่ข้อพิพาทไทยและกัมพูชากำลังก้าวเข้าสู่มิติกระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS โดยมีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายสากลนั้น เชื่อว่าในเวทีระหว่างประเทศ สายตาของประเทศต่างๆ เขาก็มองว่าเป็นเรื่องที่ 2 ประเทศต้องไปแก้ปัญหากันเอง ภายใต้กติการะหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาอะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้คงไม่สามารถจะไปสร้างให้เกิดการไปดึงบรรดามหามิตรต่างๆ หรือบรรดาภาคีสมาชิกต่างๆ ให้เอนเอียงสนับสนุนฝ่ายไทยหรือกัมพูชาได้ ในเวทีประชาคมโลกนั้นเขามองว่า เป็นเรื่องความขัดแย้งของ 2 ประเทศที่ต้องไปแก้ด้วยตัวเอง วันนี้ก็มีกลไกอย่างเช่น UNCLOS ฉะนั้นเชื่อว่า ไม่ได้มีผลอะไรจากการประชุมในครั้งนี้ที่จะส่งผลกระทบ