วิโรจน์ ตั้งคำถาม 6 ข้อ จี้ สภาวิศวกร แจง เลื่อนระดับวิชาชีพวิศวกรรม อนุทิน เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ห่วงมีอภิสิทธิ์เหนือวิศวกรตัวเล็ก หวั่นเป็นมาตฐานใหม่ นำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สภาวิศวกรควรชี้แจงกรณีการเลื่อนระดับทางวิชาชีพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
จากข้อมูลในระบบตรวจสอบใบอนุญาตของสภาวิศวกรที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะที่ประชาชนทุกคนสามารถเจ้าไปตรวจสอบได้ (https://service.coe.or.th/verify_license)
พบข้อมูลว่านายอนุทินได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม “ระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ” โดยระบุวันที่ออกใบอนุญาตคือ 16 กันยายน 2569 ซึ่งอาจจะเป็นวันที่ต่ออายุสมาชิกก็ได้ ในกรณีนี้ หากตรวจสอบจากฐานข้อมูลสมาชิก ก็จะทราบโดยทันทีว่านายอนุทินเป็นวิศวกรในระดับภาคีวิศวกรมาจนถึงเมื่อใด และได้เลื่อนชั้นเป็นสามัญวิศวกรตั้งแต่วันที่เท่าไหร่
ในปีที่แล้ว (2568) ใบประกอบวิชาชีพของนายอนุทิน เป็นระดับสามัญวิศวกร อยู่ก่อนแล้ว หรืออยู่ในสถานะภาคีหมดอายุ อย่างไรก็ตามจากโพสต์ๆ นี้ (https://www.facebook.com/share/1DeQMd3vB7) ก็พอจะคาดได้ว่า นายอนุทินน่าจะเพิ่งเข้ารับการสอบสัมภาษณ์เลื่อนระดับในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมานี้เอง
ตามคู่มือการเลื่อนระดับของสภาวิศวกร ผู้ยื่นจากระดับภาคีเป็นสามัญต้องมีประสบการณ์ประกอบวิชาชีพอย่างน้อย 3 ปี มี คะแนนการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง หรือ CPD ตั้งแต่ 150 หน่วยขึ้นไป ต้องเสนอผลงานทางวิศวกรรม รวมถึง ผลงานดีเด่นอย่างน้อย 2 และไม่เกิน 5 โครงการ มีสามัญหรือวุฒิวิศวกรในสาขาเดียวกันรับรองผลงาน และผ่านกระบวนการตรวจผลงานและสอบสัมภาษณ์
นี่เป็นกลไกที่สภาวิศวกรสร้างขึ้นเพื่อรับรองต่อสังคมว่า ผู้ที่ได้รับการยกระดับเป็น “สามัญวิศวกร” มีทั้ง ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ ในระดับที่สูงขึ้นจริง
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าสภาวิศวกรควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกร และประชาชนได้รับทราบว่า ในกรณีของนายอนุทินนั้น กระบวนการเลื่อนระดับได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เดียวกับภาคีวิศวกรท่านอื่นๆ หรือไม่ อย่างไร
1) นายอนุทินยื่นบัญชีประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาอุตสาหการในด้านใดบ้าง เป็นระยะเวลาเท่าใด และอยู่ในข่ายงานวิศวกรรมควบคุมตามหลักเกณฑ์ หรือไม่ ได้เลื่อนชั้นเป็นสามัญวิศวกรตั้งแต่เมื่อใด
2) ผลงานที่ใช้ในการขอเลื่อนระดับมีจำนวนกี่โครงการ และ ผลงานดีเด่น 2–5 โครงการ ที่คณะผู้ประเมินใช้ประกอบการพิจารณา เป็นงานในลักษณะใด
3) ผลงานดังกล่าวได้รับการรับรองจากสามัญ หรือวุฒิวิศวกรสาขาอุตสาหการท่านใด เป็นไปตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่
4) นายอนุทินมีหน่วยความรู้ CPD ไม่น้อยกว่า 150 หน่วย ซึ่งต้องเป็นหน่วยความรู้ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี ณ วันที่ยื่นคำขอครบถ้วนหรือไม่
5) ได้ผ่านการประเมินกรอบความสามารถ และการสอบสัมภาษณ์ตามกระบวนการปกติ (เข้าใจว่าเป็นการสอบสัมภาษณ์แบบออนไลน์) เช่นเดียวกับผู้ยื่นขอเลื่อนระดับรายอื่นหรือไม่ และดำเนินการเมื่อใด
6) มีมาตรการอย่างไรในการป้องกันข้อกังขาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการแทรกแซงกระบวนการพิจารณา เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยตำแหน่งมีฐานะเป็นสภานายกพิเศษแห่งสภาวิศวกร มีบทบาทกำกับดูแลสภาวิศวกรตามกฎหมาย
ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี สภาวิศวกรต้องสร้างความโปร่งใส และตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดข้อสงสัย หรือปัญหาการแทรกแซงขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาตรวจสอบภายหลัง ยิ่งผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างการกำกับดูแลองค์กรวิชาชีพ การทำให้กระบวนการปราศจากข้อกังขา ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ได้รับใบอนุญาตเอง
เพื่อปกป้องศักดิ์ และสิทธิ์แห่งวิชาชีพวิศวกร ผมคิดว่าสภาวิศวกรจำเป็นต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงของกระบวนการทั้งหมด เกณฑ์ที่ใช้ ระยะเวลาประสบการณ์ จำนวนและประเภทของผลงาน การรับรองผลงาน การมี CPD ครบถ้วน และการผ่านการประเมิน โดยเปิดเผยเอกสารในส่วนที่เปิดเผยได้ ต่อสาธารณะ
เนื่องจากประเด็นนี้ใหญ่กว่าเรื่องของนายอนุทินมาก ในตอนนี้คำถามที่อยู่ในใจของวิศวกรทั่วประเทศ คือ ถ้าการเลื่อนระดับทางวิชาชีพอย่างมีอภิสิทธิ์ สามารถเกิดขึ้นกับนักการเมืองคนหนึ่งได้ ในวันข้างหน้า ก็อาจจะเกิดขึ้นกับข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และนายทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ และอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้ในอนาคต
ถ้าวิศวกรคนหนึ่ง ต้องการเลื่อนระดับวิชาชีพจากภาคีวิศวกร เป็นสามัญวิศวกร แล้วต้องสะสมประสบการณ์ ต้องทำผลงาน เก็บ CPD หาผู้รับรอง เขียนรายงาน และเข้าสอบสัมภาษณ์
คนที่มีตำแหน่งใหญ่เพียงใดก็ควรได้รับการพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน และถ้านายอนุทินผ่านกระบวนการทั้งหมดอย่างครบถ้วน การชี้แจงของสภาวิศวกรก็จะเป็นการยืนยันเกียรติของนายอนุทินเองว่า ใบอนุญาตระดับสามัญวิศวกรนี้ได้มาจาก ความรู้ ประสบการณ์ และผลงานทางวิชาชีพ ตามเกณฑ์เดียวกับวิศวกรคนอื่นทุกประการ
นี่จึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่วิศวกรทุกคนในประเทศไทย ต้องร่วมกันปกป้องความน่าเชื่อถือของใบ กว. และศักดิ์ศรีของวิชาชีพวิศวกรรม
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับชื่อใคร แต่เป็นคำรับรองต่อสังคมว่า บุคคลนั้นมีความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบเพียงพอที่จะทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน
หวังว่าจะได้รับคำตอบจากสภาวิศวกร ในเร็ววันนี้




