‘รัฐบาล’ ให้อำนาจ14นายอำเภอชายแดนใต้ เต็มที่ ‘บิ๊กดุลย์’ เผย เป็นหัวหน้าทีมคุม ‘ทหาร-ตร.-การศึกษา’ เชื่ออำเภอเป็นพื้นที่แตกหัก ย้ำต้องมองภาพสถานการณ์และข้อมูลข่าวเป็นเอกภาพ ส่วนกลาง-จังหวัด-พื้นที่
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา จ.สงขลา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังรับฟังผลการประชมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนการปฏิปฏิบัติระดับอำเภอ (14 อำเภอนำร่อง) ว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ และ ตนเป็นรองประธาน เพื่อคิดและทำแผนงาน เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรอย่างชัดเจน เพราะต้องยอมรับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาก่อความไม่สงบ ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงสภาพแวดล้อม การพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากร และการปราบปรามการก่อความไม่สงบ ถ้าทำ 3 ข้อเหล่านี้ได้เป็นรูปธรรม ก็จะนำไปสู่ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า การเลือก 14 อำเภอชายแดนติดกับประเทศมาเลเซียนำร่องเพื่อดำเนินการก่อนนั้น เพื่อขับเคลื่อนงาน 4 ด้าน โดยด้านความมั่นคงใช้หลักการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ปปส.) ดำเนินการ นอกจากนั้น ยังมีเรื่องการพัฒนา และ การศึกษา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย และการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม โดยระหว่างที่ดำเนินการจะต้องสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบด้วย ทุกคนต้องเห็นภาพเหตุการณ์และข้อมูลเดียวกันทั้งหมดตั้งแต่ส่วนกลาง ระดับจังหวัด และอำเภอ
ทั้งนี้ เรากำหนดให้อำเภอเป็นพื้นที่แตกหัก เพราะนายอำเภอใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งนายอำเภอ จะมีตำรวจ ทหาร เป็นทีมงานที่ปรึกษาความมั่นคง นอกจากนั้นก็มีคณะกรรมการการศึกษา ซึ่งนายอำเภอเป็นประธาน เข้ามาร่วมทำงานด้วย
“เราให้อำนาจนายอำเภอเต็มที่ แต่ทั้งหมดท้้งสิ้น นายอำเภอก็มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง คือผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนเดิม วันนี้เป็นการเริ่มซักซ้อมทำความเข้าใจกัน ซึ่งในพื้นที่ที่ปัจจัยปัญหาที่แตกต่างกัน ก็อาจใช้วิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ วันนี้เป็นการซักซ้อมแนวทางเท่านั้น”
สำหรับ 14 อำเภอ ได้แก่ จ.สงขลา (จะนะ, นาทวี, สะบ้าย้อย) จ.ยะลา (กาบัง, ยะหา, บันนังสตา, ธารโต, เบตง) และ จ.นราธิวาส (จะแนะ, แว้ง, สุคิริน, สุไหงโก-ลก, สุไหงปาดี, ตากใบ) ได้ร่วมกันกันจัดทำแผนปฏิบัติการระดับอําเภอให้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคันสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชาทนสามารถดำเนินชีวิตและประประกอบอาชีพ ได้อย่างปลอดภัย 2) ด้านการพัฒนาส่งสริมสังคมททวัฒนธรรม และอัตลักษน์โดยคำนึงถึงบริบท วิถีชีวิต และควนหลากหลายของประซาชนในพื้นพื้นที่ 3) ด้านการศึกษาเพื่อความมันคง ทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยใช้การศึกษาเป็นกลไก่ในการพัฒนาคน เยาวชน และชุมชน ด้านการอำนวยความยุติธรรมและลดเงื่อนไขความขัดแย้ง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการของรัฐ และลดปัจจัจจัยที่อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจหรือความขัดแย้ง 5) ด้านการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เชื่อมโยงการสื่อสารของภาครัฐกับประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
การประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญร่วมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี กระพรวงกลาโหม สำนักงานสภาความมันคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมันคงภายในราชอาณาจักร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งแห่งชาติเข้าร่วม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของประชาชนจากบริบทจริงของแต่ละพื้นที่ ก่อนกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนปฏิบัติร่วมร่วมกัน ลดการทำงานแบบแยกส่วน และทำให้ภารกิจของแต่ละแต่ละหน่วยเดินภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ และประธานคณะอนกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโยงกลไกตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับจังหวัด จนถึงระดับอำเภอ เพื่อให้น่วยงานที่มีภารกิจแตกต่างกันสามารถร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย และขับเคลื่อนงานนฐานข้อมูลและเป้าหมายของพื้นที่ร่วมกัน

