ภาค ปชช.ออกแถลงการณ์ร่วม จี้รัฐบาลไม่ยอมรับข้อผูกพัน-ห้ามแก้ กม.ให้สอดรับอนุสัญญา UPOV 1991 ปกป้องเกษตรไทย คงความหลากหลายเมล็ดพันธุ์ในระบบไร่หมุนเวียน-ความมั่นคงทางอาหาร
เมื่อวันที่ 24 กันยายน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ออกแถลงการณ์ร่วมถึงรัฐบาลไทย ต้องไม่รับข้อเสนอในการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (อนุสัญญา UPOV 1991) ผ่าน FTA ไทย-สหภาพยุโรป
โดยระบุว่า ด้วยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกันผลักดันประเด็นสิทธิในที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากร และความมั่นคงทางอาหาร มีสมาชิกเครือข่ายเป็นกลุ่มเกษตรกรรายย่อย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ผู้ทำการผลิตและผู้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และระบบเกษตรในรูปแบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีการเกษตรที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความหลากหลายของพืชพันธุ์ท้องถิ่น
ในระบบไร่หมุนเวียน เมล็ดพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชุมชน เกษตรกรมีการคัดเลือก เก็บรักษา แลกเปลี่ยน และนำเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตกลับมาใช้เพาะปลูกในรอบการผลิตต่อไป ทำให้เกิดการสืบทอดและพัฒนาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จากรุ่นสู่รุ่น
โดยในพื้นที่ของเครือข่ายมีความหลากหลายของพืชพันธุ์ท้องถิ่นในระบบไร่หมุนเวียนมากกว่า 60 ชนิด ทั้งข้าว พืชอาหาร พืชผัก สมุนไพร และพืชที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ความหลากหลายดังกล่าวเป็นฐานสำคัญของอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหารของชุมชน และเป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้บุกเบิก รักษา พัฒนา และส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา FTA ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (Protection of Plant Variety Rights) ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 โดยข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 ซึ่งมีผลให้ประเทศไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV Convention) ตามที่ได้มีการแก้ไขทบทวนครั้งล่าสุด ณ กรุงเจนีวา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) หรือ UPOV 1991 นั้น จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรรายย่อย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองผู้ทำการผลิต ผู้เก็บรักษา และนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติในการรักษา คัดเลือก และพัฒนาสายพันธุ์ของชุมชนท้องถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งดำรงอยู่บนฐานของความหลากหลายของพันธุ์พืชและการจัดการเมล็ดพันธุ์โดยชุมชน การเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์กลับมาใช้ในรอบการผลิตใหม่ ทำให้ชุมชนสามารถรักษาความหลากหลายของพืชอาหารและพืชท้องถิ่นที่เหมาะสมกับสภาพภูมินิเวศของพื้นที่ ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จึงมิใช่เพียงเรื่องของการผลิตทางการเกษตร แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้น มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ดังนี้
1.ประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991
2.ประเทศไทยต้องไม่แก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิของเกษตรกรรายย่อย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ตลอดจนระบบการเก็บรักษา แลกเปลี่ยน และใช้เมล็ดพันธุ์ของชุมชน
3.ประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อความ หรือข้อผูกพันในรูปแบบอื่นใดที่ให้ผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991
เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ในระบบไร่หมุนเวียน สิทธิของเกษตรกร อธิปไตยทางอาหาร และความมั่นคงทางอาหารของประชาชน
เมล็ดพันธุ์ต้องเป็นฐานของความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เครื่องมือผูกขาดเหนือชีวิตของเกษตรกร

