‘สส.ปชน.’ รุมจี้ ‘สำนักงานประกันสังคม’ แจงปมเลือกตั้งบอร์ด 27 ก.ย. ทั้งจดเบอร์เข้าคูหา-ประกาศผลล่าช้า ซัดบริหารกองทุน 3 ล้านล้านไม่โปร่งใส ‘อ.เอท กันต์พงษ์’ เหน็บ หาก สปส. ยังทำแบบนี้จะกลายเป็นสำนักงานแห่งการปิดบังและสร้างข้อสงสัยมากที่สุด ด้าน ‘รองเลขา สปส.’ แจงจดเบอร์ได้ แต่ขอเลี่ยงกระดาษ หวั่นเกิดข้อโต้แย้งทำผลล่าช้า
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม วาระพิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านบาท
โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายช่วงหนึ่งว่า อีกไม่กี่วันจะถึงวันเลือกบอร์ดประกันสังคม แต่ยังมีความสับสนอยู่ว่าประชาชนสามารถจดหมายเลขผู้สมัครที่จะเลือกเข้าไปในคูหาได้หรือไม่ สำนักงานฯ เองก็ยัง สื่อสารไม่ชัดเจนด้านหนึ่งก็บอกให้จำหมายเลข หลีกเลี่ยงการนำกระดาษเข้าไป ส่วนอีกด้านก็บอกว่าหากมีความจำเป็นต้องจดหมายเลขเข้าไปในคูหา ก็ขอให้ระมัดระวังอย่าฝ่าฝืนข้อ 44 ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนสามารถเลือกได้ 7 หมายเลข และต้องเขียนเป็นเลขอารบิกลงในกระดาษ ประชาชนที่ต้องจำ 7 หมายเลขไม่ควรถูกทำให้กลัวว่าจะเสียสิทธิ์ หากจดเลขที่เขาตัดสินใจจะเลือกเข้าไป เขาไม่ได้ไปโฆษณาใคร เขาเอาเข้าไปเตือนความจำตัวเอง

ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคปชน. อภิปรายว่า นายสหัสวัต ว่า เป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นเหมือนเบาะรองของคนทำงานทั้งประเทศ และตนมองว่ายังมีช่องทางบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายรับ และสร้างความโปร่งใส นอกจากนี้ ขอตั้งคำถามถึงเงินสมทบค้างรับจากปี 2567 จำนวน 1.83 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะเงินจากนายจ้างที่ไม่ส่งเงินสมทบ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า ตนขอทวงถามความคืบหน้าระบบไอทีวงเงิน 850 ล้านบาท หลังเกิดปัญหาจ่ายเงินว่างงานเกินหรือไม่ครบ และจะแล้วเสร็จเมื่อใด รวมถึงต้องใช้งบเพิ่มหรือไม่ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งประกันสังคมที่ใช้งบประมาณราว 30 ล้านบาท แต่ผลสำรวจของพรรคประชาชนพบว่าเกือบ 70% ของประชาชนยังไม่ทราบว่ามีการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้มีการกำหนดเป้าหมายและ KPI ที่ชัดเจน
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนในการเลือกตั้งวันที่ 27 กันยายน ทั้งเรื่องการนำเอกสารที่จดหมายเลขผู้สมัครเข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้งที่อยู่ห่างไกล มาตรฐานการพิจารณาบัตรดีบัตรเสีย การจัดให้มีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) อย่างครบถ้วน ตลอดจนการแสดงผลคะแนนแบบเรียลไทม์และการเตรียมเอกสารของนายจ้าง โดยเรียกร้องให้ กกต. และสำนักงานประกันสังคมชี้แจงและดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบสิทธิของผู้ประกันตนและนายจ้าง พร้อมเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างออกมาใช้สิทธิในวันที่ 27 กันยายน เพราะเป็นวันสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของกองทุนประกันสังคม ทั้งการบริหารเงินที่ประชาชนส่งสมทบและทิศทางสวัสดิการในอนาคต

ขณะที่ น.ส.ธนพร วิจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. อภิปรายว่า การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายนนี้ แต่จะรู้ผลในเดือนตุลาคม เราจะเอากันแบบนี้หรือ เลือกตั้งวันที่ 27 กันยายนก็ต้องรู้ผลวันที่ 27 กันยายน จะไปรู้ผลเดือนหน้าได้อย่างไร ขอให้ลองไปดูคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เคยระบุว่าสั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน ท่านไม่ต้องเอาถึงขนาดนายอนุทิน เอาแค่ขนาดที่บอกว่าเลือกตั้งวันที่ 27 กันยายนนี้ ทำงานวันนี้ แล้วให้เสร็จวันที่ 27 กันยายน อย่างน้อยก็สามารถประกาศผลได้เลยว่าใครที่ได้คะแนนแล้วจะสามารถเข้ามาเป็นบอร์ดประกันสังคมได้ ไม่ควรบอกว่าเดือนหน้าจึงจะรู้ผล
น.ส.ธนพร กล่าวต่อว่า จนถึงขณะนี้หลายคนยังไม่ทราบเลยว่าจะมีการเลือกประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายนนี้ สำนักงานประกันสังคมอยากให้สังคมด่าท่านเหมือนที่ด่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ วันนี้ท่านบริหารเงินที่มาจากพวกเราและนายจ้าง วันนี้กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ แต่ท่านกับทำงานแบบนี้แน่นอนว่าวันนี้สังคมก็หมดศรัทธากับพวกท่าน และงงกับพวกท่าน อยากให้ท่านประกาศให้ชัดเลยว่าสรุปแล้วสามารถจดหมายเลขผู้สมัครเข้าคูหาในวันที่ 27 กันยายนนี้ได้หรือไม่ได้กันแน่

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. พรรคปชน. อภิปราย วันนี้ตนมาในโมเดล สปส. หรือ SSO โดย S ตัวแรกคือ Suspicious หรือน่าสงสัย เพราะงบประมาณท่านนำไปใช้ทำอะไรบ้าง ก็มีตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์ (SKYY9 Centre) 7 พันล้านบาท ปฏิทิน 5 พันล้านบาท มีหมวกและเสื้อเชิ้ตอีก 5 ล้าน โรงอาหาร 12 ล้านบาท สูทที่ในปี 66 และ 67 จัดไปประมาณ 35 พันล้านบาท ตัดจำนวน 7 พันชุด เฉลี่ยชุดละประมาณ 5 พันบาท ท่านตัดสูททุก 4 ปี รวมแล้วตัดสูทไปประมาณ 152 ล้านบาท 27,000 กว่าชุด จึงขอยกให้ท่านเป็นสปส. หรือสำนักงานแห่งการเปลี่ยนสูตรมากที่สุดในประเทศไทย สุดจริงๆ ไม่รู้จะพูดอย่างไร
นายกันต์พงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของบอร์ดประกันสังคมมีมาเกือบ 36 ปี แต่เพิ่งมีการเลือกตั้งในปี 66 และปี 69 ที่ผ่านมามีให้ไม่ให้เลือกบอร์ดประกันสังคมบ้าง หรือถ้าให้เลือกก็ให้เลือกแค่ 1 คนบ้าง 6 คนบ้าง 7 คนบ้าง เปลี่ยนกติกากันจนสับสน จนเป็นที่มาของฝ่ามือประกันสังคม เป็นการเลือกตั้งที่ Suspicious มาก ซัสมาก
นายกันต์พงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วน S ตัวที่ 2 คือ Sorry ที่แปลว่าเสียใจ แต่ลึกลึกไม่อยากใช้ Sorry อยากใช้คำว่า Sucks แปลว่าย่ำแย่ คือแอปพลิเคชันล่มไปแล้วไม่รู้กี่รอบกว่าจะใช้ได้ ซึ่งท่านใช้เงินเกือบ 1 พันล้านบาทในการทำแอปพลิเคชันนี้ ซึ่งหากผลประโยชน์ในการนำไปใช้ในการที่จะรักษาพยาบาล หากทำอะไรให้เท่าเทียมกันในการรักษาพยาบาลก็จะดี
นายกันต์พงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ O ตัวสุดท้ายคือ Oh No ไม่ไหวแล้ว กองทุนนี้หากเราปล่อยแบบนี้เงินที่เคยมีอยู่ มันจะไม่เหลือเลย หากท่านจะแก้ไขง่ายๆ สามารถทำได้โดย 3 T ได้แก่ 1.Transparency
ทำให้โปร่งใสตรวจสอบได้ทุก Transaction นี่คือ T ที่ 2 ท่านจะทำไรก็ทำให้ตรวจสอบได้ทุกการลงทุน และ T ที่ 3 คือ Telecast การถ่ายทอดสดเวลาที่ท่านประชุมอะไร สุดท้ายนี้ สปส. หากท่านทำแบบนี้ท่านจะกลายเป็นสำนักงานแห่งการปิดบังและสร้างข้อสงสัยมากที่สุด

ด้านนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและโฆษกสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 5 พันหน่วย และต้องใช้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งกว่า 4 หมื่นคน ซึ่ง สปส.ไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานไปประจำครบทุกหน่วยได้ จึงมีความกังวลว่า หากมีเอกสารหรือสิ่งของที่ผู้ใช้สิทธินำเข้าคูหาแล้วต้องให้คณะกรรมการประจำหน่วยพิจารณา อาจเกิดข้อโต้แย้งและทำให้กระบวนการนับคะแนนและพิจารณาผลการเลือกตั้งล่าช้าได้
“ถ้าจะจดหมายเลข จดได้ แต่ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการจดด้วยกระดาษได้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เพราะจะมีประเด็นโต้แย้งมาในหน่วยก็จะทำให้การนับคะแนน การพิจารณาผลการเลือกตั้ง ล่าช้าออกไป” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการประกาศผลการเลือกตั้ง หลังจากมีการส่งคะแนนเข้าสู่ระบบ จะเป็นการประกาศผลที่ยังไม่เป็นทางการ โดยจะต้องมีหนังสือจาก กกต. ทั้งในส่วนของจังหวัดและกรุงเทพมหานครส่งมา จากนั้นจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลที่รายงานผ่านระบบกับเอกสารที่ปรากฏ เพื่อให้ข้อมูลตรงกัน ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ โดยสำนักงานจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด




