กมธ.ตำรวจ สภาฯ ถกมาตรการคุมคลังปืน อส. เข้ม 5 ขั้นตอน ป้องกันรั่วไหลสู่ตลาดมืด พร้อมเตรียมแผนรับมือหากรัฐเปิดคืนปืนผิดกฎหมาย เล็งผนึกกำลังทหารช่วยจัดเก็บ เสนอส่งต่ออาวุธใช้งานได้ให้ ชรบ.-เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่เสี่ยง
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ จ.เพชรบุรี นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ส.ส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่รับฟังภารกิจและการดำเนินงานของกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน จังหวัดเพชรบุรี โดยได้รับทราบถึงภารกิจหลักด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมถึงการสนับสนุนภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย บรรเทาสาธารณภัย และภารกิจของจังหวัดในด้านต่างๆ
โดยกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 มีภารกิจด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยปัจจุบันปรับเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพพลเมืองตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข รองรับผู้เข้ารับการฟื้นฟูเพศชาย โดยได้รับงบประมาณรองรับ 25 คน ขณะที่สถานที่สามารถรองรับได้ 50 คน พร้อมจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ ฝึกระเบียบวินัย และพัฒนาทักษะ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูกลับไปใช้ชีวิตในสังคม
ด้านการควบคุมและจัดเก็บอาวุธปืน เจ้าหน้าที่รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2563 ได้กำหนดแนวทางและมาตรการควบคุมการเก็บรักษาอาวุธปืนของกองร้อย อส. และกองร้อย อส.จ. โดยกำหนดแนวทางหลัก 5 ขั้นตอน คือ
1.การกำหนดผู้รับผิดชอบ จัดทำบัญชีอาวุธปืน และแต่งตั้งผู้ดูแลอย่างชัดเจน
2.การจัดเก็บและรักษาความปลอดภัย โดยแยกอาวุธปืนออกจากกระสุน ควบคุมพื้นที่และกุญแจ จัดเวรยาม และติดตั้งกล้องวงจรปิด
3.การเบิกจ่ายและนำไปใช้งาน ต้องมีหลักฐานการเบิก-คืน และได้รับอนุมัติตามแผนปฏิบัติการหรือการฝึก
4.เป็นการตรวจสอบและบำรุงรักษา โดยกำหนดรอบการทำความสะอาด ตรวจนับ และรายงานยอดอาวุธปืนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ระดับกองร้อย จังหวัด จนถึงส่วนกลาง
5.หากอาวุธปืนชำรุดหรือสูญหาย จังหวัดจะต้องตรวจสอบหาสาเหตุ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และรายงานส่วนกลางก่อนดำเนินการตัดบัญชี

สำหรับสถานที่จัดเก็บ ปัจจุบันใช้คลังกองร้อยเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่มีคลังมาตรฐานจะใช้ตู้เหล็กหรือล็อกเกอร์ โดยแต่งตั้งผู้รับผิดชอบกุญแจ มีตารางควบคุมการเบิกจ่าย และตรวจสอบอาวุธปืนเป็นระยะ เช่น ทุก 15 วัน พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการรั่วไหลของอาวุธปืน โดยเฉพาะกรณีการนำอาวุธปืนออกไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพล และติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่จัดเก็บอาวุธ ขณะที่บุคคลที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่บริเวณคลังอาวุธ ต้องผ่านการคัดกรองจากหน่วยงานก่อน พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความผิดพลาดจากบุคลากร
ส่วนแผนระยะยาว อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมการเบิกจ่ายและจัดเก็บอาวุธปืน โดยมีแนวคิดจัดเก็บอาวุธแต่ละกระบอกไว้ในตู้ที่มีระบบล็อก และกำหนดให้ผู้เบิกใช้อาวุธยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ พร้อมจับคู่ข้อมูลกับอาวุธปืนที่ได้รับมอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า มีการเบิกอาวุธเมื่อใด นำออกไปจำนวนเท่าใด และนำกลับมาคืนเมื่อใด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและลดความผิดพลาดจากบุคลากร
ทั้งนี้ ในการหารือเรื่องมาตรการควบคุมอาวุธปืน นายวัชรพงศ์ ได้สอบถามถึงแผนรองรับกรณีมีนโยบายเปิดโอกาสให้ประชาชนนำอาวุธปืนที่อยู่ในความครอบครองโดยไม่ถูกต้องหรือผิดระเบียบมอบคืนให้ทางราชการ โดยเฉพาะความพร้อมด้านสถานที่จัดเก็บ เนื่องจากหากมีการรับคืนอาวุธปืนเป็นจำนวนมาก อาจเกินขีดความสามารถของคลังที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ขณะนี้มีแนวคิดจัดตั้งจุดรับมอบอาวุธปืนในสถานที่ที่มีความปลอดภัย เช่น สนามยิงปืน หรือพื้นที่เฉพาะ แทนการให้ประชาชนนำอาวุธปืนไปที่ว่าการอำเภอโดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่คลังสำหรับจัดเก็บอาวุธปืนในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หากมีการดำเนินมาตรการรับคืนอาวุธปืนในวงกว้าง จึงมีแนวคิดประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานทหาร เพื่อใช้สถานที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับจัดเก็บอาวุธปืนเพิ่มเติม
ด้านการบริหารจัดการอาวุธปืนที่มีอยู่ ยังมีข้อเสนอให้พิจารณานำอาวุธปืนที่จัดเก็บในคลังและยังสามารถใช้งานได้ ไปใช้ประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์จากอาวุธปืนที่มีอยู่ และลดความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้ออาวุธปืนใหม่




