หน้าแรก การเมือง ปชน. บุกยื่นป...

ปชน. บุกยื่นป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้วสว. มั่นใจหลักฐานปึ้ก ไอติม หวังบรรจุร่างแก้รธน. รายมาตรา

25.09.26 | 15:12 น.

‘เท้ง’ ขนทีมพลังส้มบุกยื่น ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้ว สว. โวหลักฐานปึ๊ก! ตั้งแต่พฤติการณ์ยันพยานบุคคล บิ้วผู้สมัคร สว. ฟ้องอีกทางควบคู่ด้วย ด้าน ‘ไอติม’ ชำแหละคดีนี้มีช้าง 3 ตัว หวังวิปรัฐบาล-วุฒิสภา เปิดทางบรรจุวาระถกแก้ รธน.รายมาตรา ต.ค.นี้ ระยะยาว

เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 25 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.พรรคประชาชน ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงมติคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)


นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการโกงสว. มีการทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งเราไม่ได้ยื่นคำร้องแค่ให้ตรวจสอบเพียงการลงมติของกกต. เท่านั้น โดยในคำร้องจะเป็นเรื่องพฤติการณ์ตั้งแต่ทำหน้าที่ช่วงก่อนการลงมติด้วยทั้งเรื่องการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดการโกง ทุกพฤติการณ์ที่ สส. จากพรรคประชาชนและจากภาคประชาชน ได้เปิดเผยผ่านเวทีต่างๆ รวมถึงพยานบุคคลที่ออกมาให้ความเห็น ตลอดการเปิดเผยต่อสาธารณะที่ผ่านมา

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า และที่เราพยายามชี้ให้เห็นถึงขบวนการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองจริงๆ ก็อยู่ในคำร้องนี้ทั้งหมด การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นช่องทางที่พรรคการเมืองสามารถทำได้ ส่วนจะพุ่งเป้ากรณีไหนเป็นพิเศษนั้น เราคงไม่สามารถดูเฉพาะเจาะจงประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้ เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการทั้งหมด ซึ่งป.ป.ช.ก็มีหน้าที่ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา

เมื่อถามว่า การมายื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการยื่นกกต. ทั้ง 7 คน แต่มติที่ออกมาเป็น 5 ต่อ 2 กกต.เสียงข้างน้อยมีส่วนด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเองไม่สามารถยืนยันได้ว่า กกต.รายบุคคลใครถูกหรือผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ให้มีความโปร่งใส กลับมีมติเป็นแบบนี้ สิ่งที่พวกเราทำคือรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเรื่องนี้ และจะดำเนินการส่งฟ้อง กกต. ต่อหรือไม่

Advertisement

เมื่อถามว่า มีหลักฐานใหม่นอกเหนือจากหลักฐานที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลักฐานส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เราได้รับมา และมีอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าการยื่นคำร้องในครั้งนี้ ตนในฐานะผู้ร้องไม่ได้บอกว่าเราต้องมีหลักฐานทุกอย่างเพื่อจะฟันธงว่า กกต. ผิดหรือไม่ กระบวนการนี้เป็นกระบวนการยื่นเพื่อให้ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน ดังนั้น เพียงแค่เห็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จากพยานหลักฐานทั้งหมด ก็เป็นเหตุอันควรเชื่อได้แล้วว่า การปฏิบัติหน้าที่ของกกต. กระทำโดยสุจริตหรือไม่

ต่อข้อถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่า ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราเรียกร้องจริงๆ ป.ป.ช. ก็อยู่ในองค์กรอิสระ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรับเรื่อง และตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาดำเนินการ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็อยู่ที่การดำเนินงานของ ป.ป.ช. เอง แน่นอนว่า หากประเมินทางการเมือง หลายคนอาจจะวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากหรือน้อย ที่ ป.ป.ช. จะตั้งคณะไต่สวน แต่ตนก็ยังตอบไม่ได้ และคิดว่าอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้เสียหายโดยตรงหรือผู้สมัคร สว. สามารถยื่นร้องต่อศาลได้โดยตรงในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทวงคืนความยุติธรรม

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่า กระบวนการจะใช้เวลานาน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สมมติว่ามีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา ถ้าส่งฟ้องต่อ ป.ป.ช. ต้องส่งไปที่อัยการ และส่งต่อไปที่ศาล ยอมรับว่าอาจจะต้องอาศัยระยะเวลาซักนิดหนึ่ง แต่ในฐานะที่เราไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ช่องทางทางกฎหมายที่เปิดให้เราสามารถยื่นร้อง ก็คือ ป.ป.ช. ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.

ถามต่อว่า หลังจากนี้จะมีการปฏิบัติการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน

เมื่อถามว่า จากคำร้องที่พรรคประชาชนไปยื่นต่อศาลทุจริตเอาผิด กกต. ในการจัดเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงการยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. เอาผิดกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อการเลือก สว. มองช่องทางเอาผิด หรือจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรใน กกต. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราใช้สิทธิทุกช่องทางที่มี เข้าใจว่าการวิเคราะห์ของหลายคนอาจแตกต่างก็ได้ว่า ช่องทางใดมีโอกาสหรือน้อยในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ช่องทางกฎหมายที่วันนี้มายื่น ป.ป.ช. หรือไปยื่นต่อศาลก็เดินหน้าไป อีกอย่างที่คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของรายมาตรา ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมยื่นและเดินหน้าการทำหน้าที่ในสภา

เมื่อถามว่า กกต.7 คน บางคนอยู่ในยุคการเลือกตั้ง บางคนอยู่ในช่วงกระบวนการเลือก สว. หรือบางคนอยู่ในช่วงทั้งสองเหตุการณ์ อย่างหลังจะต้องโดนความผิด 2 เด้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่หน่วยงานในการทำหน้าที่ตรวจสอบ หากตนบอกไปก่อนว่าใครต้องถูกดำเนินคดีหรือมีความผิด อาจถูกมองว่าตัดสินไปล่วงหน้า อาจทำให้ฝั่งตรงข้ามฟ้องร้องกลับว่าไปกล่าวหาเกินจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรที่มองว่าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทุกอย่างอยู่ที่การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า รายละเอียดของคำร้องและกลไกในการดำเนินการตรวจสอบว่า พรรคจะอาศัยทุกกลไกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. นอกจากการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และการสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องตรงต่อศาลแล้ว เรายังมีเป้าหมายในการเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว โดยอาศัย 2 กลไกหลัก ได้แก่ 1.กลไกศาล หากศาลฎีกามีการไต่สวนคดีของทั้ง 77 คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น กกต. จะต้องมีหน้าที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งจุดนี้จะยิ่งทำให้ข้อบกพร่องในการทำงานของ กกต. ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.กลไกสภา การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยเฉพาะหากพบว่ามีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือการตั้งคำถามถึงมติของ กกต. ที่เปรียบเสมือนการจงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ซึ่งช้างตัวที่ 1 มองไม่เห็นความเป็นขบวนการของการฮั้วเลือก สว. โดยมีการสั่งฟ้องเพียง 77 คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ช้างตัวที่ 2 มติที่ขัดกับบรรทัดฐานของตัวเอง โดยในอดีต กกต. เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว. เพียงเพราะหลักฐานแชตไลน์ 2 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว. กว่า 130 คนที่ปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยใบสั่ง ซึ่งถือเป็นหลักฐานการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนกว่ามาก และช้างตัวที่ 3 จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต. กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับส่วนที่ 2 ของคำร้องเป็นการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. ก่อนที่จะมีการลงมติ โดยมีการออกระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครในรอบเช้าและรอบบ่ายให้เท่ากัน ซึ่งทำให้การทำโพยสั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติที่หละหลวม ปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่มผ่านเข้ารอบไปลงคะแนนได้จำนวนมาก รวมถึงไม่มีมาตรการในการป้องกันการทุจริตที่ดีเพียงพอ มีการค้นพบโพยใบสั่งในการเลือกระดับประเทศ รวมถึงกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวถึงสองปีในการตรวจสอบคดีนี้ และข้อพิรุธเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อเสนอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องใคร แม้แต่คนเดียว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่อยู่ในคำร้องทั้งหมด

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรามองถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น เพื่อทำให้กลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระเข้มข้นขึ้น นอกเหนือจาก การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องเดินหน้าต่อ สิ่งที่เราเสนอมาตลอดคือ ควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งความจริงมีอยู่สองฉบับ ที่ได้ยื่นไปตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม โดยหนึ่งฉบับเป็นเรื่องของการคืนสิทธิให้ประชาชน ในการริเริ่มการถอดถอนองค์กรอิสระ รวมถึง กกต. ส่วนฉบับที่ 2 คือการตัดอำนาจ หรือดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดตกคำร้องของ ป.ป.ช.

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าหากสามารถแก้ไข 2 ประเด็นนี้สำเร็จ จะทำให้กลไกที่พี่น้องประชาชนมีในการตรวจสอบองค์กรอิสระมีมากขึ้น ซึ่งตนได้รับความคืบหน้ามา ว่าในเดือนตุลาคมนี้ วิปรัฐบาลได้ประสานมา ว่าจะเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาพิธีสาร ที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้ามา ซึ่งตนได้เสนอความเห็นไปว่าหากจะมีการเปิดประชุมรัฐสภา ก็ควรจะมีการบรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้งสองฉบับนี้เข้าไปด้วย เพราะตั้งแต่ที่เรายื่นร่างฉบับแรกเข้าไปในเดือนมีนาคม หลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการบรรจุระเบียบวาระสักที ซึ่งยังไม่นับว่ามีร่างของภาคประชาชนที่ยื่นแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย

“หวังว่าประธานรัฐสภา ประธานวิปรัฐบาล และวิปวุฒิสภาจะเห็นตรงกัน ในการบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การประชุมรัฐสภาในเดือนตุลาคมนี้ และหวังว่าจะไม่มีความพยายามปิดกั้น ไม่ให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา” นายพริษฐ์ กล่าว