“เด็จพี่” ชี้น้ำท่วมอย่าให้เป็นศึกการเมือง วอนทุกฝ่ายแข่งกันช่วยปชช. จี้รมต.ลงหน้างาน เสนอ “3 ก่อน” รับมือภัยน้ำ อย่าทิ้งคนตัวเล็กไว้กลางน้ำ ย้ำหลังน้ำลด ต้องเร่งเยียวยาปชช.
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายพื้นที่ว่า เช้าวันนี้สถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลายพื้นที่ทั้งต่างจังหวัด กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง โดยหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครยังมีฝนตกต่อเนื่อง สถานการณ์จึงยังวางใจไม่ได้ ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนว่าวันที่ 26–27 ก.ย. หลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก ขณะที่กรุงเทพมหานครได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากอุทกภัยแล้ว 3 เขต ได้แก่ หนองจอก สวนหลวง และคันนายาว ส่วนข้อมูล ศอ.ปภ. ณ วันที่ 25 ก.ย. ระบุว่ามีสถานการณ์อุทกภัยใน 12 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,796 ครัวเรือน หรือกว่า 37,000 คน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า จ.พระนครศรีอยุธยา มีเสียงสะท้อนจากประชาชนและการถกเถียงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ทุกฝ่ายทำหน้าที่ได้เต็มที่ แต่อย่าให้การเมืองกลบเสียงของประชาชนที่กำลังเดือดร้อน รัฐบาลมีหน้าที่บริหาร ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ แต่เวลาน้ำมา ประชาชนรอไม่ได้ อย่าแข่งกันว่าใครพูดดังกว่าใคร ขอให้แข่งกันว่าใครช่วยประชาชนได้เร็วกว่า สถานการณ์วันนี้ต้องทำ 2 ทางพร้อมกัน คือพื้นที่ที่น้ำมาแล้วต้องช่วยให้เร็วที่สุด พื้นที่เสี่ยงที่น้ำยังมาไม่ถึงต้องป้องกันให้ทัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ควรลงไปอยู่ใกล้พื้นที่วิกฤตและคนหน้างาน เพื่อเห็นปัญหาจริง ประสานข้ามหน่วยงาน และใช้อำนาจบริหารแก้ปัญหาที่ติดขัดได้ทันที รัฐมนตรีลงพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อให้ประชาชนเห็นรัฐมนตรี แต่เพื่อให้เห็นปัญหาของประชาชน แล้วใช้อำนาจที่มีประสาน สั่งการ และปลดล็อกปัญหาให้ความช่วยเหลือเดินเร็วขึ้น
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า หน่วยงานส่วนกลาง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ต้องทำงานเชื่อมกันเป็นระบบเดียว เตรียมเครื่องสูบน้ำ ระบบระบายน้ำ เครื่องจักร จุดอพยพ และกำลังช่วยเหลือให้พร้อม ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร มูลนิธิ หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่กำลังทำงานท่ามกลางฝนและน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะ คนหน้างานคือกำลังสำคัญในเวลาวิกฤต และระดับนโยบายต้องสนับสนุนทั้งข้อมูล เครื่องมือ กำลังคน งบประมาณ และการตัดสินใจให้ทันสถานการณ์ ขอเสนอ “3 ก่อน” ที่ควรเร่งดำเนินการ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า 1.คนมีอำนาจต้องไปก่อนน้ำ พื้นที่เสี่ยงต้องมีผู้รับผิดชอบชัดเจน รัฐมนตรีและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องควรอยู่ใกล้หน้างาน ประสานผู้ว่าฯ นายอำเภอ ท้องถิ่น และหน่วยปฏิบัติให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาใดติดการประสานงาน เครื่องจักร งบประมาณ หรืออำนาจตัดสินใจ ต้องเร่งปลดล็อก ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมหนักแล้วค่อยขยับ 2.ข้อมูลต้องถึงประชาชนก่อนน้ำ ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง ถนนที่ควรหลีกเลี่ยง เส้นทางอพยพ จุดพักพิง และช่องทางฉุกเฉิน ต้องสื่อสารให้เร็ว ชัด และเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมคน เตรียมบ้าน และเตรียมทรัพย์สิน 3.คนเปราะบางต้องได้รับการช่วยเหลือก่อน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ครอบครัวรายได้น้อย รวมถึงเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง ต้องมีแผนช่วยเหลือล่วงหน้า อย่ารอให้เดือดร้อนหนักแล้วจึงเข้าไปถามว่าต้องการอะไร
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การเยียวยาหลังน้ำลดต้องเตรียมตั้งแต่วันนี้ ความเสียหายไม่ได้มีเพียงบ้านเรือน แต่รวมถึงรถยนต์ พื้นที่การเกษตร และเครื่องมือทำมาหากิน ขอให้เร่งสำรวจความเสียหาย ลดขั้นตอน ลดเอกสาร เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ข้อมูลใดที่รัฐมีอยู่แล้วควรตรวจสอบกันเอง ไม่ควรให้ผู้ประสบภัยต้องถือเอกสารวิ่งจากหน่วยงานหนึ่งไปอีกหน่วยงานหนึ่ง บางครอบครัว บ้านหนึ่งหลัง นาหนึ่งแปลง หรือเครื่องมือทำมาหากินหนึ่งชิ้น อาจเป็นทรัพย์สินและรายได้ที่สะสมมาทั้งชีวิตน้ำมาแล้ว ต้องช่วยให้เร็ว น้ำยังไม่มา ต้องป้องกันให้ทัน น้ำลดแล้ว ต้องเยียวยาให้ถึงลดขั้นตอน ลดเอกสาร อย่าให้คนที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมต้องกลับมาวิ่งตามความช่วยเหลืออีกหลายรอบ การเมืองเห็นต่างกันได้ แต่ความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ และไม่ว่าบ้านหลังนั้นจะเล็กแค่ไหน อย่าทิ้งคนตัวเล็กไว้กลางน้ำ



