หมายเหตุ – จากสถานการณ์ฝนตกหนักในปริมาณมากและต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลายจังหวัดที่มีปริมาณฝนสูง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ บางจุดมีระดับน้ำท่วมสูง ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การใช้ชีวิตของประชาชนจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นักวิชาการ นักธุรกิจ สะท้อนความเห็นต่อการทำงานของรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และท้องถิ่น ในการรับมือปัญหา การช่วยเหลือประชาชน พร้อมข้อเสนอแนะในการทำงานบริหารจัดการภัยพิบัติ

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า
และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา
ตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่วงกว้างและเกิดขึ้นซ้ำซ้อนหลายครั้ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการบรรเทาทุกข์ภัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากฝนตกหนักในปริมาณมาก ทำให้ระบบระบายน้ำไม่ทัน เกิดน้ำท่วมขังบนถนน การจราจรติดขัดอย่างหนัก กระทบการเดินทางของประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ประสานงานจากส่วนกลาง โดยกระทรวงมหาดไทยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าฯกทม.เพื่อประกาศและรับมือกับภัยพิบัติ แต่การปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่อาจมีความแตกต่างกันตามบริบท ซึ่งมิติของการบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management) และการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน มักจะเกิดปัญหาคอขวดในการสื่อสาร คือ ประชาชนไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านเบอร์ฉุกเฉินได้ เนื่องจากสายล้น ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐยังขาดระบบ Call Center สำรอง หรือระบบกระจายสายอัจฉริยะที่จะรองรับปริมาณการโทรศัพท์จำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ และถึงแม้จะออกประกาศเตือนภัยล่วงหน้า แต่มองว่ายังขาดมาตรการรองรับในทางปฏิบัติที่ชัดเจน
เช่น กรณีมีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยฉุกเฉินไม่สามารถออกจากพื้นที่น้ำท่วมได้ จะมีกลไกช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างไร ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่แผนเผชิญเหตุ จะต้องมีความละเอียดและเจาะลึกถึงรายเคสด้วย ไม่ควรปล่อยให้เกิดช่องว่างระหว่างนโยบายและการปฏิบัติ อีกทั้งระบบราชการปกติมักมีระเบียบขั้นตอนและเกณฑ์การเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้เวลา แต่วิกฤตอุทกภัยต้องการความรวดเร็ว การ “ลดขั้นตอน” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ขั้นตอนทางเอกสารกลายเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นอกจากนี้ เรื่องการจัดตั้ง War Room หรือศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจที่มีการบูรณาการหลายหน่วยงานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงและสามารถพึ่งพาได้ในยามวิกฤต เชื่อว่าประชาชนต้องการเห็นการยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติของภาครัฐที่มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้ การรับมือกับสถานการณ์วิกฤตภัยพิบัติระดับรุนแรง รัฐบาลจำเป็นต้องมีคำสั่งที่เด็ดขาด การจัดตั้งวอร์รูมเพื่อเร่งรัดความช่วยเหลือ ต้องลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากลง เพื่อให้สามารถสั่งการได้อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จะได้เข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
และในกรณีที่นายกรัฐมนตรีติดภารกิจอยู่ต่างประเทศขณะเกิดเหตุการณ์สำคัญเร่งด่วนอย่างนี้ซึ่งหลายคนอาจมองว่าจะทำให้กระบวนการสั่งการอาจติดขัด ในเรื่องนี้นมองว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่อยู่ในพื้นที่ หรือติดภารกิจ ก็ยังสามารถใช้อำนาจสั่งการให้คณะรัฐมนตรีเปิดประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤตอย่างทันท่วงทีได้ หรืออาจให้รองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการ เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉุกเฉินทันที และใช้วิธีการประชุมทางไกลหรือโทรศัพท์รายงานสถานการณ์ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบระหว่างเดินทาง และให้เร่งสื่อสารแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนผ่านสื่อสารมวลชน โดยไม่ควรรอจนถึงรอบการประชุมปกติ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความกระตือรือร้นไม่นิ่งดูดายของของรัฐบาล ส่วนการทำงานของหน่วยงานปกติ เช่น การสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ เป็นเพียงการปฏิบัติงานตามปกติตามบริบทหน้าที่เท่านั้น แต่สำหรับสถานการณ์วิกฤตต้องการเห็นความเด็ดขาดระดับนโยบายจาก ครม. และนายกรัฐมนตรี มากกว่า ดังนั้น “ความเอาจริงเอาจัง” ของผู้บริหารระดับสูง และการสั่งการที่รวดเร็ว (Fast Track) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตภัยพิบัติในครั้งนี้
ฉะนั้น แนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ต้องเน้นไปที่การสั่งการอย่างเร่งด่วน เพราะน้ำท่วมกระจัดกระจายและเกิดขึ้นหลายพื้นที่ อีกทั้งแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการตามสถานการณ์ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องแบ่งลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบหนัก เช่น ผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้สูงอายุ และพื้นที่น้ำท่วมสูง รวมถึงการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ขัง จะต้องประเมินสถานการณ์แบบเผชิญเหตุเฉพาะหน้า และรัฐบาลต้องสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปภ., สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน, กรมทางหลวง และการไฟฟ้าฯ เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว
รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) เพื่อเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุ ความเดือดร้อน และข้อมูลข่าวสารจากประชาชน เพื่อให้การสั่งการและการส่งความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คือ ช่องทางการติดต่อสื่อสารเบอร์โทรศัพท์สายด่วนของหน่วยงานต่างๆ จะต้องเข้าถึงง่าย และต้องใช้งานได้จริง โดยมีเจ้าหน้าที่รับสายตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือต้องรอคอย และต้องเผชิญกับความสิ้นหวังเมื่อไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
ภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วประเทศไทย การตั้งรับของรัฐบาลยังไม่ดีเท่าที่ควร การบูรณาการความร่วมมือยังขาดความเป็นเอกภาพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีบทเรียนและประสบการณ์มาแล้วจากน้ำท่วมหาดใหญ่ หรือน้ำท่วมภาคเหนือ การที่รัฐบาลไม่ฟังกรมอุตุนิยมวิทยา ทำให้ขาดกระบวนการเตรียมความพร้อม ในลักษณะบูรณาการแก้ปัญหาเชิงรุก ถือว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมในช่วงนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง หากดูจากเพจต่างๆ ในการติดตามสถานการณ์ บวกกับทางกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่าไม่มีการประสานความร่วมมือ ซึ่งในความเป็นจริงจะต้องประสานความร่วมมือด้วยกันทั้งหมด การที่กรมอุตุนิยมวิทยาไม่ยอมส่งข้อมูล หรือประเมินสถานการณ์ต่ำจนเกินไปทำให้การส่งสัญญาณเตือนภัยต่างๆ ขาดความเป็นเอกภาพ
และการที่มีเพจออกมาเตือนเกี่ยวกับจะเกิดฝนตกหนัก แต่มีการแจ้งความดำเนินคดี ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยาจะเป็นผู้ส่งสัญญาณและสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในการพยากรณ์อากาศทั้งหมด แต่สถานการณ์ปัจจุบันเอกชนหรือภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ผ่าน AI หรือดาวเทียม สามารถสร้างสื่อสารได้ดีกว่า บวกกับที่ผ่านมา กรมอุตุฯยึดถือแบบแผนเดิมๆ ในการนำเสนอซึ่งเต็มไปด้วยภาษาราชการที่ประชาชนฟังแล้วไม่เข้าใจ เป็นปัญหาที่กรมอุตุฯไม่มีการปรับตัวเลย ใช้ระเบียบแบบแผน ภาษาเดียวมาตลอด ที่สำคัญกลัวว่าการพยากรณ์อากาศจะผิดจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ฉะนั้น การให้ข้อมูลควรปรับภาษาเข้าใจง่ายถือเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ กรมอุตุฯไม่ประสานงานความร่วมไม้ร่วมมือกับนักวิชาการ องค์กรที่ออกมาเตือน สถานการณ์แบบนี้ควรจะมีการแชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน จะทำให้ข้อมูลเป็นเอกภาพ หลังจากนั้นส่งข้อมูลต่อรัฐบาลเพื่อเตรียมสถานการณ์รับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ข้อมูลกระจัดกระจาย ทำให้รัฐบาลไม่มีแผนชัดเจนที่จะรับมือ เมื่อมองถึงศักยภาพของท้องถิ่น จะเห็นว่าทำงานกันขันแข็ง ในท้ายที่สุดแล้วจะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มีความสำคัญมากในการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาด่านหน้า หรือภัยพิบัติต่างๆ จึงต้องเพิ่มบทบาท เพิ่มอำนาจ งบประมาณ ทรัพยากรให้กับ อปท.จะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีไม่มีบทบาทในช่วงน้ำท่วม เนื่องมาจากไม่มีการสั่งการ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจรวมศูนย์เป็นแบบนี้ รัฐไม่กระจายอำนาจ ไม่สามารถบูรณาการร่วมกันครบทุกด้าน ทำให้การตัดสินใจในการทำงานไปคนละทิศละทาง เมื่อรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลอีก ในทางการเมืองพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พยายามสร้างความจงรักภักดีกับพรรคภูมิใจไทย ในทางการเมืองนั้นมองไปแล้วไม่มีปัญหา แต่ความไม่พอใจกับประชาชนจะเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมไม่พอใจในเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. คดีโกงข้อสอบ เมื่อเกิดพิบัติภัยน้ำท่วม แก้ไขปัญหาไม่ได้ จะเพิ่มระดับความไม่พอใจสูงขึ้นอีก ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวว่า “ไม่มีใครล้มรัฐบาลได้” เพราะพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม แสดงความจงรักภักดีกับพรรคภูมิใจไทย นอกเสียจากพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรมถอนตัวถือว่ารัฐบาลอนุทินจบ
ช่วงนี้ข้าราชการเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้อยมาก เนื่องมาจากการบริหารราชการแผ่นดินแบบรวมศูนย์ ตราบใดที่ไม่มีการสั่งการจากข้างบนลงข้างล่าง ทุกคนจะนิ่ง เพราะภาครัฐอำนาจรวมศูนย์ “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” จึงเห็น อปท.มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้มากกว่า ทั้งด้านการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะหน้า ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ ผมย้ำมาตลอด โดยเฉพาะหน้างาน เมื่อรัฐอำนาจรวมศูนย์ รัฐราชการ รัฐธุรกิจการเมือง แก้ปัญหาให้กับคนไม่ได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติหลายครั้ง จึงมีข้อสรุปตรงกับว่า ถึงเวลาแล้วจะต้องกระจายอำนาจ เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มงบประมาณ เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ อปท.มากขึ้น เช่น ชลบุรีเกิดน้ำท่วม ไม่ต้องรอรัฐมนตรีสั่งการ แต่ อปท.จัดการกันเอง ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบสามารถแก้ปัญหาได้เลย
ขณะที่หลายจังหวัดเงียบกริบ เพราะผู้ว่าฯต้องรอคำสั่งจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จะเห็นว่ารัฐมนตรีอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาค จะทำอะไรไม่ได้ ต้องรอสัญญาณจากส่วนกลาง ส่วนกฎระเบียบที่กำหนดให้ปฏิบัติได้ ทั้งผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการก็ไม่กล้าปฏิบัติ เพราะกลัวถูกฟ้อง จะเห็นว่าไม่มีจังหวัดไหนกล้าประกาศเรื่องภัยพิบัติ นี่คือปัญหาราชการรวมศูนย์ ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากส่วนกลาง ทุกคนมีโอกาสถูกสั่งให้มีความผิดได้หมด ถ้าปฏิบัติเกินคำสั่ง หรือหากให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือให้ข้อมูลจริงก็ทำไม่ได้ หากผู้รับผิดชอบที่อยู่เหนือขึ้นไปห้ามให้ข้อมูล
การที่จะให้ภาครัฐเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเต็มตัวคงไม่ได้ จึงควรส่งเสริมให้ อปท.เข้ามาแก้ปัญหาแทน ทำได้โดยทุกคนต้องชื่นชมนายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ให้มากกว่านายกรัฐมนตรี
ทุกคนต้องส่งเสริมให้ อปท.ทำงานมากกว่าผู้ว่าฯ ที่สำคัญท้องถิ่นควรไล่ผู้ว่าฯออกไปได้แล้ว และยอมรับว่าหัวหน้าราชการต่างๆ ไม่กล้าขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาน้ำท่วม เพราะเกรงว่าอาจถูกโยกย้ายได้เหมือนกัน หากทำเกินคำสั่ง




