หน้าแรก การเมือง ตรีรัตน์ ชี้ไ...

ตรีรัตน์ ชี้ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ยาแรงระยะสั้น จี้รบ.แก้ต้นเหตุ ลดค่าครองชีพ แนะไทยหยุดวงจรประชานิยม

27.09.26 | 20:48 น.

‘ตรีรัตน์’ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ยาแรง ช่วยประชาชนระยะสั้น แนะรัฐกู้ไปสร้างงาน-อาชีพมากกว่าแจกเงิน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นมาตรการ “ยาแรง” ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและกระตุ้นการจับจ่าย โดยเฉพาะการใช้จ่ายในร้านอาหารและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอประเมินผลจากเฟสที่ 1 ให้ชัดเจนก่อนว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปสามารถสร้างผลต่อเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งการหมุนเวียนของเงิน การจ้างงาน และการขยายตัวของจีดีพี เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นข้อมูล จึงยังตอบไม่ได้ว่าเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ผลคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่


นายตรีรัตน์กล่าวว่า หากพิจารณาในมุมของประชาชน การได้รับส่วนลดจากโครงการย่อมเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน แต่ปัญหาคือไทยช่วยไทยพลัสเป็นการแก้ปัญหาเพียงชั่วคราว เมื่อสิ้นสุดโครงการก็จะกลับเข้าสู่ภาวะเดิม ทั้งนี้ หากรัฐมีเงินระดับ 200,000 ล้านบาท เหตุใดจึงไม่ใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ต่อยอดได้มากกว่าการแจกเงิน โดยเฉพาะการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างอาชีพใหม่ นอกจากนี้ การกู้เงินเพื่อนำมาแจกเป็นการเพิ่มภาระหนี้โดยไม่ได้สร้างสินทรัพย์หรือศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับคืนมา แตกต่างจากภาคเอกชนที่กู้เงินเพื่อซื้อเครื่องจักร ลงทุนขยายกิจการ หรือสร้างธุรกิจ ซึ่งสามารถสร้างรายได้และการจ้างงานในอนาคตได้ “การกู้ควรเป็นการกู้ไปสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างอาชีพ หรือโครงการที่ช่วยลดต้นทุนของประชาชนในระยะยาว มากกว่าการกู้มาใช้แล้วจบไป ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะและภาระหนี้ต่อหัวประชาชนเพิ่มขึ้น

“ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะ 60/40 หรือปรับเป็นสัดส่วนใด ถ้าเป็นการแจกก็ไม่เห็นด้วย เพราะควรเอาไปสร้างมากกว่าการแจกเงิน รัฐควรให้เบ็ด ไม่ใช่ให้ปลา เพื่อให้ประชาชนสามารถสร้างรายได้และยืนได้ด้วยตัวเอง” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์กล่าวว่า ประเทศไทยควรออกจากวงจรประชานิยมและการรอรับเงินจากภาครัฐได้แล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรงจากปัญหาหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และหนี้ส่วนบุคคล จนประชาชนมีพื้นที่ทางการเงินเหลือน้อย รัฐจึงควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและต้นทุนจำเป็น แทนการปล่อยให้สินค้ามีราคาแพงแล้วนำเงินมาแจกเพื่อให้ประชาชนซื้อของแพง เช่น การลดภาษีหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการจำเป็น รวมถึงมาตรการลดต้นทุนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสำหรับนักเรียนและประชาชน ซึ่งสามารถช่วยลดภาระได้โดยตรง และควรช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการในลักษณะที่ทำให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ช่วยเพียงช่วงที่มีโครงการ

Advertisement

“ไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลวทุกมิติ เพราะก็มีมิติที่เกิดประโยชน์ แต่ผมมองว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า ถามว่าประชาชนที่ใช้ได้ประโยชน์ไหม ก็ได้ ประหยัดเงินได้ 60 บาท ร้านค้าก็มีคนเข้ามาใช้ แต่ถ้าถามว่าคุ้มค่ากับเงินที่ลงไปไหม ผมคิดว่าไม่คุ้มค่า เพราะเงินระดับแสนล้านถึง 200,000 ล้านบาท ควรทำให้ได้มากกว่านี้ ไม่ใช่กู้ไปแจกแล้วใช้หมดไป แต่ควรกู้ไปสร้าง ให้เกิดการจ้างงาน เกิดอาชีพ และทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นในระยะยาว” นายตรีรัตน์กล่าว