หน้าแรก การเมือง เลือกตั้งไม่โ...

เลือกตั้งไม่โมฆะ !! ศาลรธน. ชี้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง สืบค้นไม่ได้ มีข้อดีป้องกันทุจริต

28.09.26 | 15:50 น.

เลือกตั้งไม่โมฆะ !! ศาลรธน. ชี้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง สืบค้นไม่ได้ มีข้อดีป้องกันทุจริต


เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเริ่มแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน อ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่กำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดแลกคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความลับและมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  โดยจะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา  14.00 น.

 

ต่อมาเวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ฝ่ายผู้ถูกร้องนำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. มาเป็นผู้รับฟัง

Advertisement

ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยระบุว่า ข้อต้องวินิจฉัยคือการใช้คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นไปในทางตรงและลับ โดยการเลือกตั้ง8 ก.พ. 2569 เป็นการใช้บัตร 2 ประเภท เมื่อมีการใช้สิทธิ์ กปน.ตรวจสอบรายชื่อ เลขประจำบ้าน ชื่อ สกุล เพศ ก่อนลงลายมือชื่อบนต้นขั้ว แล้วฉีกบัตรเลือกตั้งทั้ง2ประเภทให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เมื่อทำกากบาทลงคะแนน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งพับบัตร หย่อนลงหีบ และพบคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ที่ต้องวินิจฉัยว่าสามารถสืบกลับย้อนหลังได้หรือไม่ และการเข้าถึงข้อมูลเอกสารได้หรือไม่

โดยผู้ร้องเห็นว่า บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อมีบาร์โค้ด แบบแบ่งเขต มีคิวอาร์โค้ด สามารถตรวจสอบ สืบค้นกลับถึงตัวบุคคลที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้โดยอ้อม จากการเปิดเผยข้อมูลในช่วงการนับคะแนนเลือกตั้ง สามารถถ่ายรูปและตรวจสอบได้ ขณะที่กกต.ชี้แจงว่าไม่สามารถสืบค้นได้ ไม่มีรายชื่อในบัตร และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต้นขั้วได้ เพราะมีการจัดเก็บที่ปลอดภัย

จากการสืบพยาน ทราบว่าทั้งบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด สามารถสแกนได้จากสมาร์ตโฟน แต่ก็จะได้ข้อมูลเป็นตัวเลข ต้องนำไปประกอบเพิ่มเติม ไม่มีการบันทึกข้อมูลผู้เลือกตั้ง และต้องใช้เอกสาร 3 อย่าง คือบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่สามารถทำได้ ยกเว้นจากคำสั่งศาล

พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลที่ได้จากการสแกนจะได้ข้อมูล บัตรแบบแบ่งเขต คิวอาร์โค้ด จะเห็นตัวภาษาอังกฤษ และตัวเลข ที่ตรงกันหมายเลขเลขเล่ม แบบแบ่งเขตจะเห็นหมายเลขเล่ม 1 สัญลักษณ์ ต่อ 20 ใบ ส่วนบาร์โค้ด จะได้หมายเลข ประจำเล่ม แต่จะรู้ตัวบุคคล ต้องมีบัญชีรายชื่อ และต้นขั้ว เมื่อพิจารณาบัตรแบบแบ่งเขต กำหนดคิวอาร์โค้ด เป็นเลขเล่ม ถอดรหัสแล้ว เมื่อจับคู่กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเฉพาะราย น้อยมาก ฟังได้ว่าแบบคิวอาร์โค้ด ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ สืบค้นผู้ลงคะแนนได้

 

ส่วนแบบบัญชีรายชื่อ มีทั้งคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ก็ต้องถอดรหัสอีกชั้น เป็นหมายเลขเล่ม บาร์โค้ดด้านล่าง เป็นข้อมูลที่ไม่ต้องเข้ารหัส และรู้ได้ทันทีว่ามาจากต้นขั้วใด จึงฟังได้ว่าบัตรบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงได้จากการสแกน และหากเชื่อมโยง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อ ย่อมทำให้เชื่อมโยงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นการเฉพาะตัวได้

 

เรื่องการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีขั้นตอนตามระเบียบ ผ่านจากกปน. ไปยังกกต.ประจำเขต และผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด เก็บไว้ 2 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำลายบัตรและต้นขั้ว ตามระเบียบ

พิจารณาว่า ระยะเวลาที่อยู่ในความดูแลของกปน. ตั้งแต่การเปิดหีบบัตร และปิดหีบบัตร แล้วส่งมอบบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีให้กับกกต.เขต และตอนที่บัตรเลือกตั้งอยู่ในหีบเลือกตั้ง จะเอามาจับคู่กับต้นขั้ว ไม่สามารถทำได้ เป็นช่วงเวลาที่เอกสารทั้ง3 อย่าง ไม่ได้เก็บอย่างรัดกุม และผู้มาใช้สิทธิ์ มีจำนวนน้อย หากใครสแกน ก็เป็นไปได้ที่กปน.จะเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 อย่าง และระบุตัวตนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตามกปน. มีที่มาที่แตกต่างกัน และในหน่วยเลือกตั้ง ประกอบด้วย จนท.รักษาความปลอดภัย ผู้มาใช้สิทธิ์ และตัวแทนพรรคการเมือง การกระทำดังนั้น ทำได้ยาก และยิ่งต้องส่งเอกสารให้ทันที เป็นช่วงที่ถือเอกสารชั่วคราว ไม่สามารถเข้าถึงได้เพื่อบอกถึงผู้ใช้สิทธิ์

เมื่ออยู่ที่กกต.ประจำเขต เอกสารถูกเก็บรัดกุมมากขึ้น แม้ไม่ได้รัดเคเบิ้ลไทร์ แต่ก็ใส่ในถุงขั้นนอกที่ลงมือด้วยกปน. โอกาสจะเข้าถึงเป็นไปได้ยาก และบัตรมีจำนวนมาก เพราะมาจากหลายหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งต้องส่งให้นายทะเบียนท้องถิ่นใน 3 วัน การเข้าถึง และจับคู่ต้นขั้วเกิดขึ้นได้ยาก เอกสารทั้ง 3 จึงมีความปลอดภัยเพียงพอ กกต.เขต ไม่สามารถเข้าถึงได้

เมื่ออยู่ที่กกต.จังหวัด เป็นการรับเอกสารจากกกต.ประจำเขต ส่วนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จะรับจากนายทะเบียนท้องถิ่น เอกสารในครอบครอง มีปริมาณมาก การเข้าถึงเอกสารเพื่อระบุตัวตนเป็นไปได้ยาก ถุงจัดเก็บ มีการรัดสายเคเบิ้ลไทร์ ลงชื่อกำกับกปน. การเก็บบัตรเลือกตั้งมีการเก็บอีกชั้นหนึ่ง ฟังได้ว่าการจัดเก็บเอกสารทั้ง 3 อย่างมีความปลอดภัยเพียงพอ กกต.จังหวัด ไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีผู้มีสิทธิ์ได้

 

ส่วนที่อ้างบุคคลภายนอกสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ด แล้วระบุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ เห็นว่า เวลานับคะแนน สามารถสแกนได้ แล้วได้หมายเลขบัตรที่ตรงกับต้นขั้ว แต่การเอาไปจับคู่ต้นขั้ว เป็นหนทางเดียว บุคคลภายนอกต้องทำการร่วมกับกปน. กกต.เขต หรือกกต.จังหวัด จึงจะเข้าถึงข้อมูล และระบุตัวบุคคลได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และการรักษาความปลอดภัย เก็บแยกกันเด็ดขาด ด้วยวิธีที่คนภายนอกรวบรวมเอกสารได้ยากอย่างยิ่ง ฟังไม่ได้ว่าบุคคลภายนอก ระบุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้

ฟังได้ว่าการเก็บบัตรเลือกตั้ง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ การเข้าถึงเพื่อระบุตัวบุคคลเป็นไปได้ยาก

 

ข้อพิจารณาต่อไป การใช้แท่งบาร์โค้ด กับคิวอาร์โค้ด มีปัญหาความชอบตามรธน.หรือไม่ เห็นว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับ ต้องเป็นการแสดงออกเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนได้อย่างอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำ เมื่อรธน.กำหนดให้ลงคะแนนโดยตรงและลับ บัตรเลือกตั้งที่ใช้เลือกสส.ทั้งบัญชีรายชื่อ และแบบเขต ต้องคำนึงการลงคะแนนโดยตรงและลับด้วย

หลักการเลือกโดยตรงและลับ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การข่มขู่ ซื้อเสียง ให้ผู้ตัดสินใจรู้เท่านั้นว่าเลือกใคร และรัฐต้องจัดให้มีมาตรการคุ้มครอง หากสามารถติดตามได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนน ย่อมไม่เป็นการเลือกตั้งโดยลับ ตามหลักการการเป็นความลับโดยบริบูรณ์ ซึ่งบัตรเลือกตั้งต้องไม่มีรหัส แต่ข้อเสีย คือบัตรจะเหมือนกัน เปิดทางให้ทุจริตได้

กับอีกหลักคือความลับแบบมีเงื่อนไข คือมีรหัสที่ถูกจัดเก็บเพื่อบริหารจัดการ ใช้ตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันการปลอมแปลง เมื่อบัตรถูกหย่อนไป ก็ไม่สามารถมีใครทราบได้ว่าลงคะแนนให้ใคร แต่ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับตลอดไป ต้องเปิดให้สอบย้อนกลับ เพื่อเหตุผลป้องกันการทุจริตได้ ก็คือต้องเป็นการลับ และไม่จำกัดสิทธิ์จนเกินสมควร

เมือรับฟังได้ว่าการใช้คิวอาร์โค้ด สืบค้นไม่ได้ ส่วนบาร์โค้ด  มีวัตถุประสงค์ เพื่อจำแนกบัตรแต่ละใบว่าอยู่ในชุดใด จัดสรรไปหน่วยเลือกตั้งใด เพื่อควบคุมความถูกต้อง กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ไม่ได้ต้องการดูว่าผู้ลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองใด บัตรบาร์โค้ด เชื่อมโยงกับ 3 ส่วน และสืบค้นกลับไปได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากการเก็บบัตรเลือกตั้งและเอกสาร ก็เห็นได้ว่าการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง ตั้งแต่จัดพิมพ์ ขนส่ง จับเก็บบัตร ต้นขั้ว รายชื่อ จนถึงภายหลังลงคะแนน บาร์โค้ด ควบคุมการใช้บัตรข้ามเขตได้ รวมทั้งเรื่องตรวจสอบการทุจริตย้อนกลับได้

สำหรับข้อมูลทั้ง 3 ส่วน ก็มีมาตรการทางกฎหมายคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าถึงได้โดยง่าย เช่นเดียวกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ไม่สามารถรู้ได้

ทั้งนี้จากการเดินเผชิญสืบสถานที่เกี่ยวบัตรเลือกตั้ง ปรากฏว่าการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งถูกเก็บไว้ตามหลักเกณฑ์ เป็นมาตรการชัดเจนเพียงพอในการป้องกันบุคคลภายนอก และป้องกันเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เข้าถึงเอกสาร เพื่อเชื่อมโยงการลงคะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ตามอำเภอใจ

ด้วยเหตุนี้ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด บนบัตร มีขึ้นเพื่อป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร ห้ามใช้บัตรข้ามเขต การจัดพิมพ์ อย่างมีประสิทธิภาพ ตามระยะเวลาจำกัด แม้อาจจะควบคุมได้ด้วยมาตรการอื่น ไม่ว่าจะเป็นลายน้ำ หรือคิวอาร์โค้ด แต่ก็ใช้บาร์โค้ด ก็สามารถกำกับบัตรเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้บาร์โค้ด จึงไม่ถือเป็นมาตรการที่เกินกว่าเหตุ

เมื่อชั่งประโยชน์แล้วเห็นว่า การใช้บาร์โค้ดเพื่อควบคุมบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกใคร จะรู้ได้ ก็ต้องมีข้อมูลเอกสาร 3 ส่วนมาประกอบ เมื่อไม่มีหลักฐานใดว่ามีการเชื่อมโยงเอกสารดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างผู้ร้องจึงรับฟังไม่เพียงพอว่าทำให้หลักการลงคะแนนโดยลับเสียไป จึงไม่เป็นปัญหาเรื่องความชอบของรัฐธรรมนูญ

ผู้อย่างไรก็ตามถูกร้องควรออกมาตรการ เพื่อป้องกันโดยไม่ใช่เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใด ที่ระบุตัวตนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และออกมาตรการเก็บบัตรเลือกตั้ง จึงวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบตามรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ