ไอติม บี้ถาม 3 ข้อกกต. ใครสั่งให้ใส่บาร์โค้ด จนสร้างปัญหา มาตั้งแต่ แม้แต่ศาลยังไม่ให้ทำอีก
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ควรมีอีกในอนาคต, แต่ กกต. จะตอบสังคมอย่างไร ว่าทำไมถึงต้องสร้างปัญหานี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก? ] โดยมีเนื้อหาดังนี้ วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8-1 ว่าการมีอยู่ของบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ ผมเห็นว่าสิ่งที่แทบจะเป็นฉันทามติของสังคม (รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญเอง) คือ “บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ เป็นปัญหาจริง และไม่ควรมีอยู่อีกในบัตรเลือกตั้งในอนาคต
ในเชิงข้อเท็จจริง ปัญหาหลักของ “บาร์โค้ด” (barcode) บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ คือการที่ “บาร์โคด” ดังกล่าวระบุ “รหัสบัตร” ที่เป็นเอกลักษณ์ (unique) สำหรับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ (1 รหัส ต่อ 1 บัตร)
ตรงนี้มีความแตกต่างจาก “คิวอาร์โค้ด” (QR code) บนบัตรเลือกตั้ง สส. เขต ซึ่งเป็นเพียงการระบุ “รหัสเล่ม” ซึ่งไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ (unique) สำหรับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ (1 รหัส ต่อ 1 เล่ม – ดังนั้น บัตรทุกใบในเล่มเดียวกัน จะมีรหัสเดียวกัน)
ข้อถกเถียงที่ตามมา คือ การมี “บาร์โคด” บนบัตรเลือกตั้งที่ระบุ “รหัสบัตร” ทำให้การออกเสียง “ไม่ลับ” หรือไม่?
ในประเด็นนี้ ผม และ ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นที่แตกต่างกัน ว่าคำถามสำคัญที่เราควรใช้ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว คือคำถามอะไร?
– สำหรับผม: คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำ “ได้หรือไม่”?
– สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ: คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำได้ “ยากหรือง่าย”?
มุมมองผม :
– คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำ “ได้หรือไม่”?
– หากสามารถตรวจสอบย้อนกลับ “ได้” (ไม่ว่าจะยากหรือง่าย) ก็เท่ากับว่าการออกเสียงไม่ “ลับ” อีกต่อไป
– ดังนั้น ลำพังการมีอยู่ของบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรบนบัตรเลือกตั้ง ก็ทำให้การออกเสียงไม่ลับโดยอัตโนมัติ เพราะในเชิงเทคนิค เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครลงคะแนนให้กับใคร (เช่น ผ่านการเข้าถึง 3 องค์ประกอบ (บัตรเลือกตั้ง-ต้นขั้ว-บัญชีผู้ใช้สิทธิ) / เช่น ผ่านการสังเกตลำดับการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิและบัตรเลือกตั้งตอนนับคะแนน ตามที่ภาคประชาชนเคยตั้งข้อสังเกตและสาธิต)
– นิยามของคำว่า “ลับ” ในที่นี้ คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ลับแบบบริบูรณ์” (absolute secret election) – พูดง่ายๆ คือไม่ว่าจะเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือเอกสารใดๆ ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครออกเสียงอย่างไร
มุมมองของศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก :
– คำถามสำคัญ คือ การตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร ทำได้ “ยากหรือง่าย”?
– แม้จะตรวจสอบย้อนกลับ “ได้” ในเชิงเทคนิค แต่หากเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ “ยาก” ก็อาจมองได้ว่าการออกเสียงยังคง “ลับ” อยู่
– เมื่อตีกรอบเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากจึงวินิจฉัยว่าในเมื่อเขามองว่าการตรวจสอบว่าใครลงคะแนนอย่างไร เป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ง่าย (เช่น ต้องฝ่าฝืนกฎหมาย / ต้องเข้าถึงเอกสารหลายส่วนที่เก็บแยกจากกัน) การมีอยู่ของบาร์โค้ดยังไม่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ (แม้อาจเป็นที่ถกเถียงได้ ว่าการตรวจสอบดังกล่าว ยากเหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นหรือไม่)
– นิยามของคำว่า “ลับ” ในที่นี้ คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” (qualified secret election) – พูดง่ายๆ คือการออกเสียงยังลับ เพราะมีหลายเงื่อนไขที่จะต้องเกิดขึ้นถึงจะตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
แต่ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับมุมมองแบบไหน น่าจะเป็นที่แน่ชัดแล้ว ว่าคงไม่มีใครยอมรับบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตรอีก :
– หากใครมองเหมือนผม การมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์อะไรบนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตร เป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญทันที
– แต่แม้ใครมองเหมือนศาลรัฐธรรมนูญว่า การมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์อะไรบนบัตรเลือกตั้งที่ระบุรหัสบัตร ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ทางศาลรัฐธรรมนูญเองยังยอมรับว่าบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ดังกล่าว กระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อการเลือกตั้ง และยังแนะนำ กกต. ให้ “ไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน” อีก
ดังนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แต่คำถามที่ตามมาคือ กกต. จะรับผิดชอบหรือตอบคำถามสังคมอย่างไรต่อปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นไปแล้ว?
ที่ผ่านมา กกต. พยายามเลี่ยงไม่ตอบหลายประเด็นที่ผมได้ถาม กกต. ผ่านกลไกกรรมาธิการในสภา โดย กกต. มักอ้างว่าเป็นเพราะเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญ
แต่ในเมื่อวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมหวังว่า กกต. จะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัด :
1. ใครเป็นคนริเริ่มแนวคิดว่า บัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ควรจะต้องมีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร?
2. หากจะให้เหตุผลว่าบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร มีความจำเป็นต่อการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แล้วเหตุใด กกต. ถึงสามารถออกแบบบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดหรือสัญลักษณ์ที่ระบุรหัสบัตรได้? หรือ กกต. กำลังจะบอกว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ?
3. ใครบ้างที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ณ วันเลือกตั้ง? เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อนวันเลือกตั้ง ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถใช้ในการพยายามตรวจสอบ (หรือข่มขู่ว่าจะมีวิธีการตรวจสอบได้) ว่าใครลงคะแนนอย่างไร
กกต. ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน

