วิโรจน์ ยันน้ำท่วมรอบนี้ พิสูจน์ชัด แก้เส้นเลือดฝอยไม่พอ ถึงเวลากทม.ต้องลงทุน ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ควรจบที่การหาคนผิด แต่ถึงเวลาที่ กทม. ต้องลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่ม Capacity ของระบบระบายน้ำของเมือง ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ผมไม่คิดว่าเราควรเริ่มต้นด้วยการหาใครผิดครับ ในทางตรงกันข้าม ผมอยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งสำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขต และผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เพราะภายใต้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำที่ กทม. มีอยู่ การประคองสถานการณ์ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
ผมไม่ได้บอกว่าการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมที่เป็นอยู่ของ กทม. ดีจนไม่มีข้อบกพร่องเลย ใช่ครับ ยังมีอยู่หลายจุดที่ กทม. ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างสมบูรณ์ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกระบบ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่า ก็คือ ทุกวันนี้ขีดความสามารถ (Capacity) ของระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ เรามี Operating Margin หรือกำลังสำรองเหลืออยู่น้อยเกินไป พอต้องประสบกับสถานการณ์ที่ไม่รุนแรงกว่าค่าเฉลี่ย หรือรุนแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ระบบระบายน้ำของเราก็อยู่ในสภาวะที่ “ตึง” มาก จนแทบไม่มี Buffer เหลือไว้รองรับความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการทำงานเลย
เหตุการณ์ครั้งนี้เห็นภาพชัดมาก ตั้งแต่ช่วง 16.00 น. วันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา กทม. เผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง บางพื้นที่โดยเฉพาะมีนบุรี และคลองสามวามีฝนสะสมประมาณ 300 มิลลิเมตร ขณะที่ กทม. ประเมินปริมาณน้ำฝนฝั่งพระนครไว้ประมาณ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร และประเมินศักยภาพการสูบน้ำในสถานการณ์ขณะนั้นไว้ประมาณ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อให้ไม่มีฝนใหม่เติมเข้ามา ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 2–3 วันในการทยอยระบายน้ำออกจากระบบ
ขณะเดียวกัน คลองสายหลักหลายแห่ง ระดับน้ำสูงขึ้นอยู่ในระดับวิกฤต ทั้งคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระโขนง และคลองทวีวัฒนา โดยคาดว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบมากถึง 52,000 ครัวเรือน
ปัจจุบัน กทม. ตั้งเป้าการระบายน้ำในปี 2570 เอาไว้ว่า หากฝนตกน้อยกว่า 80 มม./ชม. จะต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าอยู่ในระดับ 80-100 มม./ชม. ต้องระบายให้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง และหากเกิน 100 มม./ชม. จะต้องดำเนินการให้ได้ภายใน 3 ชั่วโมง เป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผลสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อระบบระบายน้ำของ กทม. มี Capacity ที่มากพอ ที่จะรองรับกับ “ความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ” และ “ความโกลาหล และความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเผชิญเหตุ”
ลองนึกภาพว่าน้ำจากถนนต้องไหลลงท่อ จากท่อลงคลองย่อย จากคลองย่อยลงคลองหลัก จากนั้นจึงถูกส่งไปยังสถานีสูบน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ ก่อนจะถูกผลักออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าระบบเหล่านี้จุดใดจุดหนึ่งติดขัด หรือมีขีดความสามารถที่จำกัด ก็จะทำให้การระบายน้ำทั้งระบบช้าลงทันที
ต่อให้ลอกท่อระบายน้ำได้สะอาด 100% แต่ถ้าคลองที่รับน้ำจากท่อเต็ม หรือท่อระบายน้ำที่มีอยู่มีขนาดเล็กเกินไป น้ำในท่อก็ไปต่อไม่ได้ ต่อให้ขุดลอกคลองจนโล่ง แต่ถ้าบางช่วงไม่มีเขื่อนตลอดแนวคลอง ก็ไม่สามารถเร่งระบายน้ำผ่านคลองได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะหากระดับน้ำในคลองสูงเกินไป น้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมคลองทันที ต่อให้คลองโล่ง และมีแนวเขื่อนตลอดแนว แต่ถ้าสถานีสูบน้ำปลายทางเดินเครื่องได้ไม่เต็ม Capacity น้ำก็ยังไม่สามารถระบายได้ทัน
และต่อให้มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่ถ้ามีจำนวนอุโมงค์ไม่เพียงพอ หรือขาด “ท่อลอด หรือ Pipe Jacking” ในการลำเลียงน้ำไปยังคลอง สถานีสูบน้ำ หรืออุโมงค์ ที่มากเพียงพอ น้ำก็จะข้าสู่ระบบหลักได้อย่างล่าช้า ทำให้ Capacity ที่มีอยู่ถูกใช้งานได้ไม่เต็มที่
สุดท้าย ต่อให้เรามีท่อ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ครบถ้วน แต่หากแนวป้องกันน้ำรอบ กทม. ยังมีแนว “ฟันหลอ” โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำจากแม่น้ำก็สามารถไหลย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ได้ ทำให้ระบบที่กำลังเร่งระบายน้ำออกต้องรับน้ำกลับเข้ามาอีกด้านหนึ่ง และประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำโดยรวมก็จะลดลง
ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมจึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับปรุงเป็นจุดๆ หรือมุ่งปรับปรุงแต่เส้นเลือดฝอยที่เป็นระบบย่อยๆ แต่ กทม. จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในระบบระบายน้ำแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่ท่อ คลอง แนวป้องกันน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ อุโมงค์ ไปจนถึงทางออกสู่แม่น้ำ โดยทำงานสัมพันธ์กันโดยไม่มีคอขวดครับ
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า การแก้ “เส้นเลือดฝอย” อย่างการลอกท่อ ขุดลอกคลอง หรือเพิ่มเครื่องสูบน้ำเฉพาะจุด จำเป็นมาก แต่ยังไม่เพียงพอกับการเติบโตของเมืองใหญ่อย่าง กทม. ครับ เราจำเป็นต้องทำทั้งเส้นเลือดฝอย และต้องจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ เพื่อจัดการที่เส้นเลือดใหญ่ หัวใจ ไปพร้อมๆ กัน และต้องทำให้ระบบมี “Capacity สำรอง” ที่สามารถรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ความโกลาหลของการบริหารจัดการ ความล่าช้า และความบกพร่องที่เป็น Human Error ที่พึงเกิดขึ้นได้ในระหว่างเผชิญเหตุ
ระบบการระบายน้ำที่ดี จึงไม่ใช่ระบบที่ตึงขนาดที่ว่า “ห้ามไม่ให้มีข้อผิดพลาดเลย” แต่ต้องเป็นระบบที่ต่อให้มีข้อผิดพลาดบ้าง ก็ยังมีกำลังสำรองเพียงพอที่จะไม่ทำให้ทั้งระบบล้มตามกันไป จนถูกลงโทษเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงถึงวันละ 1,400-1,500 ล้านบาท
ในแต่ละปี สำนักการระบายน้ำ กทม. ได้รับงบประมาณประมาณ 9,000–10,000 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ราว 9,500 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับลงทุนโครงการใหม่ทั้งหมด เพราะต้องใช้ดูแลระบบระบายน้ำทั้งระบบที่มีอยู่เดิม ทั้งค่าเดินระบบ ค่าบำรุงรักษา ค่าจ้างบุคลากร และค่างวดของโครงการก่อสร้างที่ผูกพันมาจากปีก่อนๆ เมื่อหักภาระเหล่านี้แล้ว งบที่เหลือสำหรับลงทุนโครงการขนาดใหญ่ใหม่ๆ ซึ่งจำเป็นต่อการเพิ่ม Capacity ของระบบระบายน้ำ จึงมีอยู่อย่างจำกัดมากครับ
ผมคิดว่า กทม. ต้องกล้าที่จะต้องลงทุนระยะยาว ในระบบระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำของ กทม. มี Capacity ที่เพียงพอต่อขนาดของเมือง โดยปัจจุบันตามมาตรา 117 (7) ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กทม. สามารถที่จะออกพันธบัตรได้ ภายใต้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามหากกังวลว่าจะกระทบกับเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาล กทม. ก็ยังมีอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถระดมทุน เพื่อทำโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ได้ นั่นก็คือ การใช้ “บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ กทม. ถือหุ้นอยู่ 99.98%
โดยอาจให้ กรุงเทพธนาคม ออกหุ้นกู้ เพื่อนำเงินไปลงทุนก่อสร้างระบบระบายน้ำทั้งระบบ ตามแผนแม่บทที่จัดทำขึ้น ให้ระบบระบายน้ำที่ใหญ่เพียงพอเสร็จสิ้นในระยะเวลาที่รวดเร็วภายใน 10 ปี โดย กทม. จะทยอยจ่ายค่าบริการการระบายน้ำให้กับกรุงเทพธนาคม ตามความพร้อมและประสิทธิภาพของระบบ
ใช่ครับ การลงทุนในระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ เราจำเป็นต้องใช้งบประมาณก้อนมหาศาล แต่คำถามที่ควรถามมากกว่า ก็คือ “ถ้าเราไม่ลงทุน กทม. ต้องประสบกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบชั่วนาตาปีแบบนี้ เป็นเงินปีละเท่าไหร่” ต้นทุนของน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เงินเยียวยา หรือค่ากระสอบทรายนะครับ แต่มีทั้งทรัพย์สินในบ้าน รถยนต์ ร้านค้า ชั่วโมงทำงาน การหยุดกิจการ การเดินทางที่ล่าช้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมามายมหาศาล
นอกจากนี้ต้นทุนค่าก่อสร้าง ก็แพงขึ้นอยู่ทุกปีโดยเฉลี่ยประมาณ 4-5% ต่อปี สร้างปีหน้าก็ต้องจ่ายแพงกว่าสร้างปีนี้ ถ้าจะชะลอการก่อสร้างไปอีก 2 ปี ค่าก่อสร้างก็จะแพงขึ้นอีก ถ้าค่อยๆ สร้างไปแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ก็จะแพงกว่าการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น สำหรับน้ำท่วมครั้งนี้ ผมไม่อยากให้บทสรุปจบลงที่ว่า “ใครทำผิด” ผมกลับคิดว่าคนทำงานทุกฝ่ายควรได้รับกำลังใจ เพราะกำลังพยายามบริหารสถานการณ์ภายใต้ระบบที่มีข้อจำกัดอย่างมาก อะไรที่ผิดพลาดก็ควรถอดบทเรียนและปรับปรุง ไม่มีระบบบริหารงานใดสมบูรณ์แบบ 100%
แต่โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือ เราไม่ควรมีระบบระบายน้ำที่ต้องอาศัยสมมติฐานว่า “ทุกอย่างต้องทำงานสมบูรณ์แบบ 100% จึงจะเอาอยู่ เพราะเราไม่มีวันพยากรณ์ธรรมชาติได้ถูกต้อง 100% และมนุษย์ก็ไม่มีวันทำงานโดยไม่ผิดพลาดเลย ผมต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ระบบที่ดีจะต้องใหญ่พอที่จะ “เผื่อให้คนผิดพลาดได้บ้าง เผื่อให้เครื่องจักรขัดข้องได้บ้าง และเผื่อให้ธรรมชาติผิดจากที่เราคาดได้บ้าง” โดยที่เมืองยังสามารถรับมือได้ โดยไม่ถูกลงโทษด้วยมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจก้อนมหาศาล
สำหรับผม นี่คือโจทย์สำคัญของ กทม. ในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงเพิ่มเครื่องสูบน้ำอีกกี่ตัว หรือขุดลอกคลองอีกกี่กิโลเมตร แต่คือการเพิ่ม Capacity ให้กับระบบระบายน้ำทั้งเมือง เพื่อวันหนึ่ง เมื่อเราเจอฝนที่ “มากกว่าที่คาด” หรือเกิดความผิดพลาดบางอย่างขึ้น ระบบการระบายน้ำของ กทม. จะยังมี Buffer เหลือพอที่จะรับมันได้ครับ



