หน้าแรก การเมือง อนุสรณ์ ชง 5 ...

อนุสรณ์ ชง 5 มาตรการพลิกโฉมกู้ภัยเมืองหลวง ดันกม.ศูนย์พักพิงแนวตั้ง-สิทธิหยุดงานหนีภัย

29.09.26 | 13:39 น.

ชง 5 มาตรการพลิกโฉมกู้ภัยเมืองหลวง ดันกฎหมาย “ศูนย์พักพิงแนวตั้ง – สิทธิหยุดงานหนีภัย” ถอดบทเรียนโตเกียวโมเดล ชี้คู่มือรัฐยุคอะนาล็อกใช้กับตึกระฟ้าไม่ได้ เสนอทำ แก้มลิง กระจายตามแนวลำคลอง

 


เมื่อวันที่ 29 กันยายน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และรองประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ เปิดเผยว่า ขอเสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตอุทกภัยกรุงเทพฯและปริมณฑลโดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีอาคารสูงและมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ชี้คู่มือเผชิญเหตุของรัฐยังติดหล่มการกู้ภัยแนวราบ ซึ่งไม่ตอบโจทย์โครงสร้าง กทม. และเมืองเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “คนติดอาคาร” ขาดน้ำ ขาดไฟ ขาดเสบียงอาหาร พร้อมเสนอแพ็กเกจกู้ภัย ควบคู่กับ “มาตรการเยียวยาด้านภาษี” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประชาชนและจูงใจภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม

รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอ “5 มาตรการพลิกโฉมการรับมือภัยพิบัติสำหรับเขตเมือง” เพื่อบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้กลายเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชน

1. นำร่อง “โตเกียวโมเดล” (Vertical Evacuation & Stockpiling Law)
ผมเสนอให้ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้เจ้าของอาคารสูง ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และคอนโดมิเนียม ขึ้นทะเบียนเป็น “จุดพักพิงแนวตั้ง” ด้วยมาตรการจูงใจหรือบังคับเพื่อรองรับผู้ที่ตกค้างบนท้องถนน และรถยนต์ที่ตกค้างบนถนนไม่สามารถสัญจรได้ โดยไม่ขับไล่ประชาชนออกไปเผชิญอันตราย และเปิดพื้นที่อาคารจอดรถให้ประชาชนสามารถนำรถเข้าไปจอดได้ทันที ทั้งนี้ รัฐควรจะใช้มาตรการทางภาษี (Tax Incentive) และส่วนลดสาธารณูปโภคเป็นเครื่องมือจูงใจนิติบุคคลที่เปิดพื้นที่ส่วนกลางและสำรองเสบียงฉุกเฉินสำหรับเอกชน

Advertisement

2. กฎหมายคุ้มครองสิทธิหยุดงานหนีภัย (The Right to Telework & Disaster Leave)
แก้ปัญหาการที่ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางไปทำงานในภาวะวิกฤต โดยผลักดันกฎหมายหรือข้อตกลงองค์กรที่ระบุว่า หากมีการยกระดับเตือนภัย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการเดินทางและทำงานจากที่พักได้ทันที โดยภาครัฐต้องให้การคุ้มครองไม่ให้ถูกหักค่าจ้าง เพื่อลดความแออัดและลดความเสี่ยงบนท้องถนน

3. จัดตั้ง “เครือข่ายสภาอาคารสูง” (Vertical & Horizontal Community Command)
สนับสนุนให้ทุกอาคารจัดตั้ง “ทีมเผชิญเหตุประจำตึก” ที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง (เช่น การตัดกระแสไฟฟ้า การสื่อสารฉุกเฉิน) และมอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารจัดการภัยพิบัติภายในพื้นที่ของตน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบราชการท้องถิ่นในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหา

4. เกาะชูชีพดิจิทัลและคลังเสบียงแนวตั้ง (Vertical Logistics Hub)
กำหนดมาตรฐานใหม่ในการรับมือวิกฤต ห้ามเก็บเสบียงฉุกเฉินไว้ในชั้นใต้ดินหรือชั้น 1 โดยให้สำรองน้ำ อาหาร และยารักษาโรคให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรในสถานที่นั้น ๆ และไว้ในชั้นที่พ้นจากระดับน้ำท่วมสูงสุด

5. แอพพลิเคชันเตือนภัยอิสระ (Citizen-Led Early Warning Protocol)
พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน ผ่าน Community Sensors และ AI แจ้งเตือนตรงสู่สมาร์ทโฟนของประชาชน เพื่อตัดปัญหาความล่าช้าจากภาครัฐ และการเซ็นเซอร์ข้อมูลจากรัฐที่กลัวผลกระทบทางการเมือง ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือนจากหน้างานจริง ๆ ไม่ต้องรอข่าวจากรัฐบาล เสนอทำ แก้มลิง กระจายตามแนวลำคลอง การวางแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภาวะกรุงเทพฯจมทะเลต้องคิดแบบ “สหวิทยาการ” (Multidisciplinary) และ บูรณาการ

นอกจากนี้ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ รศ.ดร.อนุสรณ์ ได้เสนอ “3 มาตรการภาษีเยียวยาและฟื้นฟู” เพื่อลดภาระประชาชนและดึงเอกชนร่วมแก้ปัญหา

1. มาตรการลดหย่อนภาษี “ซ่อมบ้าน-ซ่อมรถ” ทันที กระทรวงการคลังต้องประกาศขยายเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกประเภทให้ผู้ประสบภัย พร้อมออกมาตรการให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและยานพาหนะที่ถูกน้ำท่วม มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจริง (เช่น สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด

2. มาตรการ “หักรายจ่าย” จูงใจอาคารศูนย์พักพิง: เพื่อให้ “โตเกียวโมเดล” เกิดขึ้นได้จริง รัฐต้องให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นิติบุคคล ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงาน โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเสบียงฉุกเฉิน อุปกรณ์กู้ภัย และการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางเพื่อใช้เป็น “ศูนย์พักพิงแนวตั้ง” มาหักทิ้งเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

3. งดเว้นภาษีนำเข้า-VAT อุปกรณ์กู้ภัยยุคใหม่: ยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับอุปกรณ์เอาตัวรอดที่จำเป็นต่อคนเมือง เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบพกพา, เครื่องกรองน้ำฉุกเฉิน, และเทคโนโลยีโดรนกู้ภัย เพื่อให้ประชาชน นิติบุคคลอาคารชุด และมูลนิธิต่าง ๆ สามารถจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้เตรียมพร้อมรับมือได้ในต้นทุนที่ถูกลง

“ในวิกฤตภัยพิบัติ รัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระการกู้ภัยและเยียวยาไว้ได้เพียงลำพัง การใช้ ‘ภาษี’ เป็นเครื่องมือจูงใจให้ภาคเอกชนและตึกสูงต่างๆ เปิดประตูรับคนเข้ามาหลบภัย รวมถึงการลดภาระค่าซ่อมแซมบ้านและรถให้ประชาชนทันที คือการใช้กลไกมาตรการการคลังที่ตรงจุดที่สุด ผมพร้อมผลักดันข้อเสนอทั้งหมดนี้ เพื่อให้เมืองหลวงของเราพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์อย่างยั่งยืนในญัตติน้ำท่วมที่จะหารือและอภิปรายกันในรัฐสภาสัปดาห์นี้” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว