หน้าแรก การเมือง โครงการชัยนาท...

โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ครม.ทุ่ม 1.6 แสนล้าน 8 ปีเสร็จ-ป้องกทม.ปริมณฑล เคาะ 4.7 พันล้านช่วยท่วม

30.09.26 | 06:40 น.

โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ครม.ทุ่ม 1.6 แสนล. 8ปีเสร็จ-ป้องกทม.ปริมณฑล เคาะ 4.7 พันล.ช่วยผู้ประสบภัย ชัชชาติเร่งกู้คลองจั่น-ร่มเกล้า ปภ.ชี้จม 29 จังหวัดดับ 22 ราย

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน วงเงิน  4,731 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ สำหรับช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 24 จังหวัด โดยให้ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เร่งสำรวจและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท้องถิ่น รวมถึงกทม.ในการดำเนินการนำเงินงบประมาณไปช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้เร็วที่สุด


นายเอกภพ แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบโครงการระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย  แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ระยะเวลาดำเนินการ8ปี ตั้งแต่ปี 2570-2577 ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และลดมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ลดพื้นที่เกษตรที่เสียหายในภาคกลางและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่จะเป็นพื้นที่รับน้ำภาคกลาง จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

นายเอกภพ กล่าวว่า นอกจากนั้นที่ประชุมครม.เห็นชอบขยายเวลาดำเนินการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร ซึ่งสัญญาเดิมจะแล้วเสร็จในปี 2569-2570 แต่เนื่องจากเกิดความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ จึงขยายเวลาไปถึงปี 2572 โดยครม.กำชับให้แล้วเสร็จโดยเร็วและไม่ขยายเวลาต่อไป ทั้งนี้กรมชลประทาน รายงานว่าสัญญาระบายน้ำ จะแล้วเสร็จในปี 2571

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมว่า เคาะแล้วโดยยึดตามกฎหมาย โดยวันที่ 29 ก.ย. เราใช้งบกลางที่เหลืออยู่มาตั้งสำรองเอาไว้สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท น่าจะเพียงพอในการเยียวยา และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ไม่ใช่เฉพาะกทม.

Advertisement

เมื่อถามว่า จะได้ครัวเรือนละ 9,000 บาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องยึดตามหลักเกณฑ์กฎหมายซึ่งพื้นที่ และหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการซึ่งการบริหารสถานการณ์อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติ ตอนนี้มีรองนายกฯ และรัฐมนตรีดูแลแต่ละภาค โดยล่าสุดตั้ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีดูแลพื้นที่กทม. วันนี้เราจึงมีตัวแทนโดยมติของคณะรัฐมนตรีคอยกำกับสั่งการประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายกฯในแต่ละภาคแต่ละพื้นที่ด้วยความชัดเจนซึ่งจะสั่งการได้ทุกหน่วยงาน

เมื่อถามว่า โครงการ “ชัยนาท -ป่าสัก- อ่าวไทย” ที่จะเป็นช่องท่างระบายแบ่งเบาแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผ่านครับ งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ใช้เวลา 8 ปี ถ้าทำโครงการนี้เรียบร้อยจะทำให้การป้องกันน้ำท่วมทั้งเขตภาคกลาง กทม. ปริมณฑล จะเกิดประสิทธิภาพขึ้นมาอีกมาก และที่สำคัญเราสามารถกักเก็บน้ำได้ เพราะโครงการนี้จะถือเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติได้ระดับหนึ่งด้วย และวันนี้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ที่กำกับดูแล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จะเรียกประชุมในการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ให้แต่ละท้องถิ่นสามารถดำเนินการสร้างแก้มลิงในการเก็บกักน้ำ ผันน้ำ และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งด้วย ในเมื่อน้ำมา เรากันน้ำไม่ได้ บางทีทำความเสียหายให้กับเรา แต่เราก็ต้องสร้างสิ่งที่ทำให้ให้น้ำเกิดประโยชน์กับเราในวันที่เราต้องการช่วงหน้าแล้ง”

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 29 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ รวม 167 อำเภอ 890 ตำบล 5,077 หมู่บ้าน 940,300 ครัวเรือน 2,602,309 คน และกรุงเทพมหานคร 50 เขต (ข้อมูล ศอ.ปภ.เวลา 06.00 น.)

ที่สำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย เนื่องจากฝนหยุดตก ทำให้หลายจุดระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลองแสนแสบที่ระดับน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงต้นคลองถึงบริเวณใกล้วัดเทพลีลา ขณะที่พื้นที่ชั้นในและถนนสายหลักหลายจุดเริ่มกลับมาสัญจรได้ เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต ส่วนหมู่บ้านชินเขตและซอยลาดพร้าว 80 หลายจุดเริ่มแห้งแล้ว

“คาดว่าภายใน 2 วัน ถนนสายหลักประมาณ 90% จะกลับมาแห้งและสัญจรได้ตามปกติ ส่วนถนนสายรองอาจใช้เวลานานกว่า ขณะที่ชุมชนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะอาจใช้เวลาประมาณ 7 วัน โดยกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเป้าหมายในการเร่งดำเนินการ ไม่ใช่ระยะเวลาที่สามารถยืนยันได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและสภาพพื้นที่ สำหรับพื้นที่แอ่งกระทะที่ต้องเร่งกู้สถานการณ์ ได้แก่ คลองจั่น และร่มเกล้า-ลาดกระบัง ขณะนี้ กทม. อยู่ระหว่างวางแผนจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำ โดยจะเร่งดึงน้ำออกทันทีที่ระดับน้ำในคลองสายหลักลดลงและเอื้อต่อการระบาย” นายชัชชาติ กล่าว