หน้าแรก การเมือง เคหะร่มเกล้าย...

เคหะร่มเกล้ายังหนัก หวั่นวิกฤตหากน้ำเหนือมาเติม วอนรัฐจัดระบบช่วยเหลือ

30.09.26 | 09:40 น.

รัดเกล้า ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน ทำตามสัญญา นำถุงยังชีพถึงมือประชาชน วอนรัฐเร่งจัดระบบช่วยเหลือ หลังหลายพื้นที่ กทม. กลับปกติ แต่เคหะร่มเกล้ายังจมน้ำ หวั่นวิกฤตหากน้ำเหนือมาอีก


เมื่อวันที่ 30 กันยายน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เคหะร่มเกล้าต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 เพื่อติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมนำถุงยังชีพของพรรคประชาธิปัตย์กลับเข้าไปส่งมอบในจุดที่ยังเข้าถึงได้ยาก

หลังจากก่อนหน้านี้ได้ให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะกลับมาช่วยเหลืออีกครั้งแม้ขณะนี้หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่สถานการณ์ในพื้นที่เคหะร่มเกล้ายังแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ยังมีน้ำท่วมขังในหลายจุด และจากการลงพื้นที่ต่อเนื่องพบว่าระดับน้ำในบางบริเวณแทบไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

Advertisement

นางรัดเกล้า กล่าวว่า พื้นที่เคหะร่มเกล้ามีความซับซ้อนในการเข้าถึงประชาชน โดยมีอาคารและแฟลตพักอาศัยรวมถึง 126 อาคาร แต่ละอาคารสูงประมาณ 5 ชั้น และมีห้องพักจำนวนมาก ทำให้การสำรวจและเข้าถึงประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือทำได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีน้ำท่วมสูงและบางพื้นที่ถูกตัดกระแสไฟฟ้า

“ช่วงกลางคืนเวลานั่งเรือเข้าไปในพื้นที่ จะได้ยินเสียงร้องขอน้ำ ขออาหาร หรือขอยาจากความมืดรอบด้าน บางครั้งมองขึ้นไปจะเห็นแสงจากโทรศัพท์มือถือหรือไฟฉายที่ชาวบ้านแกว่งเพื่อส่งสัญญาณให้เรือเห็น แต่เราแทบไม่สามารถบอกได้เลยว่าเสียงที่ร้องขอความช่วยเหลือมาจากตึกไหน เพราะมีทั้งอาคารและบ้านเรือนอยู่รอบตัว”นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการช่วยเหลือในพื้นที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการนำเรือเข้าไป แต่ต้องมีระบบค้นหาและติดตามผู้ประสบภัยเป็นรายจุด โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก หรือครอบครัวที่มีสมาชิกสามารถช่วยเหลือกันได้เพียงคนเดียวหรือมีจำนวนน้อย ซึ่งหลายครอบครัวไม่สามารถอพยพออกมาได้ด้วยตนเองและต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอก

นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า ในวันแรกที่ลงพื้นที่ เน้นการช่วยเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่ พร้อมนำถุงยังชีพของพรรคประชาธิปัตย์ติดตัวเข้าไปจำนวนหนึ่ง โดยได้เดินทางไปถึงบริเวณเคหะร่มเกล้า 6 ซอย 6 ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ลึกและมีเส้นทางเข้าถึงค่อนข้างซับซ้อน แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าถุงยังชีพที่นำมาหมดแล้ว จึงได้บอกกับประชาชนว่าจะกลับมาอีกครั้ง

ซึ่งวันนั้นเราไปถึงแล้วของหมด จึงสัญญากับประชาชนไว้ว่าจะกลับมา แต่ตลอดสองวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ออกเรือพร้อมถุงยังชีพ เราพยายามจะกลับไปจุดเดิมให้ได้ แต่เส้นทางที่ผ่านไปกลับพบคนที่กำลังขาดอาหารหรืออยู่ในภาวะเร่งด่วนตลอดทาง ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางและช่วยคนที่อยู่ตรงหน้าก่อน

นางรัดเกล้ากล่าวว่า กระทั่งวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการลงพื้นที่ จึงสามารถกลับเข้าไปถึงบ้านและจุดเดิมที่เคยรับปากไว้ได้สำเร็จ พร้อมนำถุงยังชีพเข้าไปมอบให้ประชาชนในพื้นที่ที่รอความช่วยเหลือ และการได้กลับไปถึงบ้านหลังนั้นในวันที่ 4 มีความหมายกับเนเน่มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเอาของไปส่ง แต่เป็นการรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับคนที่กำลังเดือดร้อน แม้จะใช้เวลานานกว่าที่ตั้งใจ แต่สุดท้ายเราก็กลับไปถึงเขาจนได้

นางรัดเกล้า  กล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้พบว่ายังมีประชาชนในหลายจุดที่ความช่วยเหลือเข้าถึงได้ยาก และในบางจุดที่สามารถเดินทางเข้าไปได้ กลับพบว่าตนเป็นเรือลำแรกหรือเป็นทีมแรกๆ ที่เข้าไปถึงประชาชน จึงยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องค้นหาและติดตามผู้ประสบภัยในระดับรายบ้านและรายอาคาร ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่มองเห็นได้จากถนนหรือจุดพักพิงหลัก ดังนั้นสิ่งที่อยากสะท้อนจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือพื้นที่เคหะร่มเกล้ายังคงขาดการเข้ามาบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเป็นระบบจากภาครัฐ ทำให้การช่วยเหลือจากหลายฝ่ายยังไม่สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลกันได้อย่างเต็มที่

“วันนี้เราเห็นคนจำนวนมากเข้ามาช่วย ทั้งอาสาสมัคร มูลนิธิ ทหาร พรรคการเมือง และประชาชนจิตอาสา ทุกคนตั้งใจช่วยเต็มที่ แต่คำถามคือ เรามีข้อมูลกลางหรือไม่ว่า จุดไหนยังมีคนตกค้าง จุดไหนต้องการอาหาร น้ำ ยา หรือการอพยพ และจุดไหนได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว หากไม่มีข้อมูลชุดเดียวกัน ทุกคนก็อาจกำลังพยายามช่วยคนกลุ่มเดียวกัน ขณะที่อีกหลายจุดอาจยังไม่มีใครเข้าไปถึง”นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวว่า จึงอยากวอนให้ภาครัฐเข้ามาเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเร่งด่วน ทั้งการสำรวจจำนวนประชาชนที่ยังตกค้าง การจัดทำข้อมูลรายอาคารและรายจุด การจัดลำดับพื้นที่เร่งด่วน ตลอดจนการประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานและทีมจิตอาสาต่าง ๆ เพื่อให้ทรัพยากรและความช่วยเหลือไปถึงประชาชนที่ต้องการอย่างตรงจุด

“ประชาชนในพื้นที่หลายคนประสบความลำบากมาแล้ว 4-5 วัน เราจึงอยากเห็นภาครัฐเข้ามาช่วยดูแลอย่างจริงจังและเป็นระบบ เพราะสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ หากน้ำยังระบายออกไม่ทัน และมีน้ำเหนือเข้ามาสมทบ สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์อาจรุนแรงขึ้นได้ เราจึงไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตก่อนแล้วค่อยจัดระบบ”นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวขอบคุณประชาชนจิตอาสา มูลนิธิต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ทหารที่ร่วมกันช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ร่วมบริจาคทั้งสิ่งของและเงินบริจาค ตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดฝนตกหนักจนถึงวันที่สถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น โดยทุกฝ่ายยังคงเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพราะตลอด 4 วันที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือคนไทยไม่ทิ้งกัน ทุกคนที่ยังอยู่ในพื้นที่เพื่อช่วยประชาชน ตั้งแต่วันที่ฝนเริ่มตกจนถึงวันนี้ที่เริ่มเห็นแดด แม้ภารกิจจะยากและซับซ้อน แต่ทุกคนยังเดินหน้าต่อ

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำว่า ภารกิจช่วยเหลือในพื้นที่ยังไม่จบลงเพียงเพราะฝนเริ่มหยุดหรือสถานการณ์ในพื้นที่อื่นเริ่มคลี่คลาย เพราะประชาชนที่อยู่ในจุดลึก จุดอับ หรืออาคารที่เข้าถึงยาก ยังต้องได้รับการตรวจสอบและช่วยเหลือจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีใครตกค้าง

“วันนี้อาจได้กลับไปถึงคนที่เคยสัญญาไว้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายบ้านที่กำลังรอความช่วยเหลือ เราจะช่วยกันเท่าที่กำลังของเราจะทำได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงคนที่อาจไม่มีเสียงดังพอที่จะทำให้ใครมองเห็น ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเข้ามาช่วยจัดระบบ เพื่อให้ไม่มีใครต้องรอความช่วยเหลือเพียงเพราะบ้านของเขาอยู่ลึกเกินกว่าจะมองเห็น”นางรัดเกล้ากล่าว