หน้าแรก การเมือง “วัส” ชี้ดุลพ...

“วัส” ชี้ดุลพินิจ กกต.ไม่ใช่อำนาจตามอำเภอใจ หากหลักฐานคดีฮั้ว สว.ถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาลฎีกา

30.09.26 | 14:01 น.

“วัส” ชี้ดุลพินิจ กกต.ไม่ใช่อำนาจตามอำเภอใจ หากหลักฐานคดีฮั้ว สว.ถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา มีการจัดเสวนาเรื่อง “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ในโครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)


นายวัสกล่าวถึงอำนาจและการใช้ดุลพินิจของ กกต. โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญของคดีฮั้วเลือก สว. คือ กกต.มีดุลพินิจเพียงใด และการใช้ดุลพินิจดังกล่าวเป็นไปตามกรอบของกฎหมายหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ดุลพินิจ” ไม่ได้หมายถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ เงื่อนไข และกรอบที่กฎหมายกำหนด

นายวัสกล่าวว่า การใช้ดุลพินิจต้องผ่านการพิจารณาเป็นลำดับ ตั้งแต่มีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ มีหลักฐานเพียงพอสำหรับตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ การประเมินและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ตลอดจนการพิจารณาข้อยกเว้นและเหตุผลที่จะนำไปสู่คำวินิจฉัย โดยต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความเป็นกลาง ทั้งความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ

สำหรับกรณีหลังประกาศผลการเลือก สว. นายวัส ยกหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต เมื่อพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมายแล้ว กกต.ไม่มีทางเลือกอื่น แต่มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ดังนั้น การพิจารณาจึงมี 2 ชั้น คือ ชั้นแรก ประเมินว่าพยานหลักฐานถึงระดับ “อันควรเชื่อได้” หรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนที่ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจ ส่วนชั้นที่สอง หากหลักฐานถึงเกณฑ์แล้ว ต้องพิจารณาว่ากฎหมายเปิดทางให้เลือกดำเนินการหรือกำหนดเป็นหน้าที่ผูกพัน ซึ่งนายวัสเห็นว่าในกรณีดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้ต้องส่งศาลฎีกา

Advertisement

นายวัส กล่าวถึงมติ กกต.เมื่อวันที่ 24 กันยายนว่า ขณะนี้สังคมทราบเพียงผลของมติ แต่สิ่งสำคัญคือเหตุผลที่รองรับมติดังกล่าว จึงต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการเพื่อพิจารณาว่า กกต.รับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใด ให้น้ำหนักหรือปฏิเสธหลักฐานแต่ละส่วนด้วยเหตุผลใด และนำข้อเท็จจริงไปปรับใช้กับกฎหมายอย่างไร โดยก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องให้ กกต.ทบทวนมติและพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวด้วย

นายวัสสรุปหลักตรวจสอบการใช้อำนาจ กกต.ในคดีฮั้ว สว.ไว้ 5 ขั้น ได้แก่ กกต.มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดำเนินการหรือไม่ พยานหลักฐานอยู่ในระดับใด หลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อถึงเกณฑ์แล้ว กกต.ยังมีทางเลือกหรือกลายเป็นหน้าที่ผูกพัน และหลักเกณฑ์ที่ใช้กับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละกลุ่มเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

นอกจากนี้ นายวัสยังกล่าวถึง 6 ช่องทางทางกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบหรือดำเนินคดี ได้แก่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กระบวนการผ่าน ป.ป.ช.ไปยังศาลฎีกา ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา ศาลปกครอง และการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับช่องทางศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นายวัสระบุว่า แม้ศาลจะใช้สำนวนของ กกต.เป็นหลัก แต่ไม่ได้ตัดอำนาจศาลในการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงเห็นว่าผู้สมัครหรือบุคคลที่มีข้อมูลสามารถส่งข้อมูลต่อศาลได้เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณา

นายวัสย้ำในช่วงท้ายว่า เมื่อข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด พื้นที่ในการใช้ดุลพินิจของ กกต.จะต้องถูกจำกัดลงทันที และการวินิจฉัยจำเป็นต้องมีเหตุผลที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่มีเพียงผลของมติเท่านั้น