หน้าแรก การเมือง วิชา ชี้อันตร...

วิชา ชี้อันตราย คดีฮั้วส.ว.กินรวบองค์กรอิสระ จี้สางจบใน 3 เดือน เตือนยืดเยื้อเปิดทางอำนาจมิชอบครอบงำรัฐ

30.09.26 | 15:09 น.

‘วิชา’ ชี้ คดีฮั้วส.ว. อันตรายแบบกินรวบองค์กรอิสระ-ทำลายระบบถ่วงดุล จี้ เร่งสางให้จบใน 3 เดือน เตือนปล่อยยืดเยื้อเปิดทางผู้เข้าสู่อำนาจมิชอบครอบงำรัฐ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 สำนักงานราชบัณฑิตยสภา นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาในหัวข้อ “คดีฮั้วส.ว. : เรื่อง จริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ทันใจและมีปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากองค์กรทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางส่วน จึงจำเป็นต้องทำให้เรื่องนี้ตกผลึกทางวิชาการ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยยังคงใช้ได้ดีและเหมาะสมกับสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญต้องการ


นายวิชา กล่าวว่า ปัจจุบันขบวนการฮั้วได้พัฒนาการมาสู่การฮั้วทางการเมือง หรือ Collusion ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่เลวร้ายอย่างยิ่ง เพราะเกิดจากกลุ่มบุคคลหรือนักการเมืองรวมตัวกันวางแผนจัดตั้ง หรือล็อกผลลัพธ์ทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน โดยเฉพาะการเลือกส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้เลือกกันเองและเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.ราวฟ้ากับเหว เนื่องจากไม่มีประชาชนทั่วไปมาร่วมลงคะแนน จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มทุนและเครือข่ายพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง

พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นคือการจ้างคนมาลงสมัครเพื่อบล็อกโหวต โดยผู้ถูกจ้างเข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนและไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง แต่รับเงินเพื่อมาโหวตตามคำสั่ง มีการจัดทำโพยฮั้ว หรือกำหนดหมายเลขผู้สมัครล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการนัดแนะจัดเลี้ยงและพาไปเก็บตัวนอกรอบ ส่งผลให้ผู้สมัครอิสระที่ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่จริงถูกตัดสิทธิ์และน็อกกลางอากาศโดยไม่ได้คะแนนแม้แต่เสียงเดียว นอกจากคะแนนที่ตนเองลงให้ตัวเอง

นายวิชา กล่าวว่า คือการทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจ และการกินรวบองค์กรอิสระ เนื่องจาก สว. มีอำนาจสูงสุดในการให้ความเห็นชอบและแต่งตั้งองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. หาก สว. เข้าสู่อำนาจด้วยการฮั้วของเครือข่ายพรรคการเมือง ก็เท่ากับพรรคการเมืองสามารถครอบงำกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐได้ทั้งหมดโดยปริยาย ทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน ขาดความไว้วางใจหรือความเชื่อถือศรัทธา และส่งผลให้หลักนิติรัฐ-นิติธรรมถูกบ่อนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้โดย ไม่ต้องรอขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ในการไต่สวนของ กกต. และการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต้องยึดหลักเกณฑ์มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย หากพบพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานและสำนวนทั้งหมดมาตรวจสอบได้เอง เหมือนเช่นที่ตนเคยทำหน้าที่องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งศาลเรียกคำสั่งมอบอำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตรวจสอบเองโดยคู่ความไม่ได้ส่ง

นายวิชา กล่าวอีกว่า สังคมไทยต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ให้เร็วที่สุด การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 6 เดือนถือว่าช้าเกินไป ต้องดำเนินการให้เบ็ดเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อไม่ให้ผู้ที่เข้าสู่อำนาจโดยมิชอบเข้ามาครอบครองและใช้อำนาจรัฐ เพราะหากยอมให้กระบวนการเช่นนี้คงอยู่ต่อไป ระบอบประชาธิปไตยของไทยจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง และจะถูกแทนที่ด้วยระบอบเผด็จการที่ไม่มีใครต้องการ