หน้าแรก การเมือง ถอดรหัสกม.สัง...

ถอดรหัสกม.สังคมสันติสุข นิรโทษคดีการเมือง-ลดความขัดแย้ง?

30.09.26 | 17:10 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการประเมิน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม มีเป้าหมายสำคัญมุ่งแก้ปัญหาความ ขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อสะสมในสังคมไทยตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา


ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์

อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

Advertisement

เมื่อเราพูดถึง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวกฎหมายเองได้สร้างความคาดหวังที่ค่อนข้างใหญ่ให้กับคนในสังคม คำว่า สร้างเสริมสังคมสันติสุข อาจไม่ได้กำลังทำหน้าที่บอกเป็นนัยเพียงว่า คนจำนวนหนึ่งจะพ้นจากคดี แต่คือหลังจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวมาเกือบสองทศวรรษ สังคมไทยกำลังจะเดินกลับไปหาคำว่า สันติสุขกันอีกครั้ง

คำถามสำคัญคือ กฎหมายสามารถพาพวกเราเดินทางไปถึงตรงนั้นได้จริงหรือ เพราะการทำให้คดีหนึ่งคดีหายไป กับการทำให้ความขัดแย้งที่สร้างคดีนั้นขึ้นมาหายไป เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีความพยายามจัดการกับผลพวงทางกฎหมายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ช่วงเวลาเกือบสองทศวรรษนี้ หากมองย้อนกลับไปก็ต้องยอมรับว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่การเดินทางยี่สิบปีที่ธรรมดาของการเมืองไทย เราเห็นรัฐบาลมาแล้วหลายชุด เห็นการชุมนุมหลายสี หลายฝ่าย หลายรุ่น เห็นรัฐประหาร เห็นการเลือกตั้ง เห็นการยุบพรรค เห็นคนลงถนน เห็นคนกลับบ้าน แล้วก็เห็นคนรุ่นใหม่ลงถนนอีกครั้ง ที่สำคัญเราเห็นความขัดแย้งทางการเมืองจำนวนมากค่อยๆ เดินออกจากถนนเข้าไปอยู่ในสถานีตำรวจ อัยการ และศาล 

แน่นอนการมีกฎหมายที่สามารถคลี่คลายคดีซึ่งเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองได้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง กฎหมายฉบับนี้อาจทำให้เราปลดคนจำนวนหนึ่งออกจากกระบวนการทางกฎหมาย ตลอดจนคืนชีวิตบางส่วนให้กับคนที่อยู่กับคดีมาหลายปี และอาจช่วยลดอุณหภูมิของความขัดแย้งลงได้บ้าง

แต่ถ้าเราคาดหวังว่าการนิรโทษกรรมจะทำหน้าที่เป็นปุ่มรีเซตระบบ ที่เมื่อกดหนึ่งครั้งแล้วความขัดแย้งตลอดยี่สิบปีจะหายไป เราอาจกำลังคาดหวังกับกฎหมายมากเกินกว่าที่กฎหมายหนึ่งฉบับจะทำได้ เพราะคดีอาจนิรโทษได้ แต่ความทรงจำไม่ได้ถูกนิรโทษไปด้วย

นี่อาจเป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการนิรโทษกรรม (Amnesty) กับการปรองดอง (Reconciliation) เพราะการนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่กฎหมายสามารถทำให้ได้ แต่การปรองดองเป็นสิ่งที่สังคมต้องทำร่วมกัน การนิรโทษกรรมสามารถบอกได้ว่า หลังจากวันนี้รัฐจะไม่ดำเนินคดีหรือเอาผิดกับบุคคลบางกลุ่มจากการกระทำบางประเภทอีกต่อไป แต่กฎหมายไม่สามารถสั่งให้คนที่เคยสูญเสีย ลืมความสูญเสีย ไม่สามารถสั่งให้คนที่เคยถูกจับเลิกจดจำวันที่ตัวเองถูกจับ และคงไม่สามารถออกมาตราหนึ่งขึ้นมาบังคับให้คนที่ไม่ไว้ใจกันมาสองทศวรรษกลับมาไว้ใจกันได้ในวันรุ่งขึ้น เพราะถ้าทำได้ง่ายขนาดนั้น วิชารัฐศาสตร์คงสบายกว่านี้เยอะ

คำถามของการปรองดองจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า ใครได้รับนิรโทษกรรมบ้าง เพราะคงต้องถามต่อว่า หลังจากนิรโทษกรรมแล้ว คนที่เคยมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู จะกลับมายอมรับได้หรือไม่ว่าอีกฝ่ายยังมีสิทธิคิดต่าง พูดต่าง และยังคงยืนอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองเดียวกับตัวเองต่อไป คำว่า สังคมสันติสุข คงไม่ได้หมายถึงสังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกัน และการปรองดองก็ไม่ควรหมายถึงการทำให้ความขัดแย้งหายไปจากสังคมโดยสิ้นเชิง เพราะความสวยงามที่สุดอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย คือการที่เรามีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ และทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความขัดแย้งนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนไทยเลิกขัดแย้งกัน แต่คือเราจะทำอย่างไรให้คนไทยขัดแย้งกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำลายอีกฝ่ายให้หายไปจากพื้นที่ทางการเมือง

เราคงต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่า ความทรงจำเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองของไทยไม่ได้มีเพียงชุดเดียว เหตุการณ์เดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งอาจจำว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขณะที่อีกกลุ่มอาจจำว่าเป็นความวุ่นวาย เหตุการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นการรักษาความสงบ อีกฝ่ายอาจมองว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต เราอาจไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนมีคำอธิบายอดีตเหมือนกัน แต่ถ้าเราไม่สามารถสร้างพื้นที่ที่ทำให้ความทรงจำหลายชุดเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้ การบอกให้ทุกคน ก้าวข้าม อาจไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหายไป เพียงแต่ย้ายมันจากหน้าศาลกลับเข้าไปอยู่ในความทรงจำของคนแต่ละฝ่ายเท่านั้น และวันหนึ่งความขัดแย้งนี้ก็อาจกลับมาเป็นปัญหาอีก

โจทย์ที่ใหญ่กว่าของ พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจไม่ใช่ว่าเราจะปิดคดีเก่าได้กี่คดี แต่คือเราจะหยุดผลิตคดีการเมืองชุดใหม่ได้หรือยัง เพราะถ้าทุกๆ สิบหรือยี่สิบปี ประเทศไทยต้องออกกฎหมายหนึ่งฉบับเพื่อย้อนกลับมาจัดการกับผลของความขัดแย้งรอบก่อนหน้า เราอาจต้องถามคำถามแรงๆ ว่า ตกลงแล้วนี่คือความพยายามในการเก็บของเก่าออกจากห้อง เคลียร์พื้นที่ให้ดูสะอาด แล้วใช้ห้องเดิม กติกาเดิม และความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิมต่อไปหรือไม่

เพราะต่อให้กฎหมายฉบับนี้สามารถยุติคดีได้เป็นจำนวนมาก เราก็ยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญที่สุดว่า อะไรในระบบการเมืองไทยที่ทำให้ความเห็นต่างทางการเมืองสามารถเดินทางไปจบที่คดีความได้ครั้งแล้วครั้งเล่าและถ้ากลไกเหล่านั้นยังเหมือนเดิม อีกสิบปีเราอาจไม่ได้กำลังนั่งประเมินว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ประสบความสำเร็จเพียงใด แต่อาจกำลังถกกันว่าจะนิรโทษกรรมคนรุ่นต่อไปอย่างไรอีกครั้ง

ดังนั้น ความสำเร็จของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ควรถูกวัดเพียงด้วยจำนวนคดีที่ยุติ จำนวนคนที่ได้รับประโยชน์ หรือจำนวนแฟ้มที่ถูกปิด คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ หลังจากกฎหมายฉบับนี้ สังคมไทยมีกลไกอะไรเพิ่มขึ้นที่จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไม่กลับไปจบด้วยวิธีเดิม และที่สำคัญเราสามารถสร้างกติกาที่ทำให้คนเชื่อได้หรือยังว่าต่อให้วันนี้ฝ่ายของตัวเองแพ้ เขาก็ยังมีพื้นที่ให้กลับมาแข่งขันใหม่ในวันหน้า โดยไม่จำเป็นต้องล้มกระดาน ถ้าทำได้ การนิรโทษกรรมอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองจริงๆ แต่สุดท้าย หากสิ่งที่เราทำได้เป็นเพียงการปิดแฟ้มคดี แล้วกลับไปเล่นการเมืองด้วยกติกาและวิธีคิดแบบเดิม อีกสิบปีเราอาจต้องเปิดแฟ้มใหม่ แล้วเริ่มคุยเรื่องนิรโทษกรรมกันใหม่อีกครั้ง วัฏจักรนี้ก็จะยังคงเป็นแบบเดิม

นพพร ขุนค้า 

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ 

นับแต่มีการชุมนุมมาตั้งแต่ปี 2548 ทั้งกลุ่มพันธมิตร กลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. หรือกระทั่งการที่มีน้องๆ เยาวชนมาชุมนุมทางการเมือง ในส่วนตัวนั้นก็เห็นด้วยที่มีการตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา และยืนยันว่าความเห็นต่างทางการเมืองนั้น ไม่ควรจะได้รับโทษทางอาญา เพราะเชื่อว่าแต่ละคนนั้นก็มีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง เพราะในทางการเมืองนั้นความเชื่อคือความจริง โดยต่างคนต่างมีความเชื่อที่แตกต่างกันถือเป็นพื้นฐานปกติทางการเมือง จึงไม่ควรที่จะเอากันไปติดคุกติดตะรางหรือให้มีประวัติอย่างไร ฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้อย่างแรกเลยก็คือเห็นด้วย ที่มีการออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา โดยจะส่งผลดีกับคนกลุ่มแรกก็คือผู้ชุมนุมทางการเมือง และแกนนำต่างๆ ที่ถูกดำเนินคดี หากเคยถูกศาลตัดสินคดีไปแล้วก็ให้ทำการล้างประวัติ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีในขั้นต่างๆ ก็ให้จำหน่ายคดีหรือยุติเรื่องไป แต่จะไม่บังคับใน 4 กรณี คือ กรณีเกี่ยวกับการทุจริตหากเป็นการทุจริตทางการเมืองอันนี้จะไม่ครอบคลุม ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ที่มีการฆ่า มีการทำให้ตายหรือทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีกกลุ่มคือการ
กระทำผิดต่อส่วนตัว เช่น ไปขึ้นเวทีปราศรัยแล้วไปพาดพิงใครหรือไปหมิ่นประมาทใครเป็นส่วนตัว อันนี้จะไม่ครอบคลุม

ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ฉะนั้น ความเห็นต่างทางการเมืองจึงไม่ควรที่จะต้องคดีอาญา ต้องขอย้ำว่าเขาก็รักชาติบ้านเมืองทุกคน เพียงแต่การเมืองมีคำพูดที่ว่าความเชื่อคือความจริง จึงทำให้แต่ละฝ่ายก็อาจจะมีความเชื่อเป็นของตนเอง ฉะนั้นแล้วการที่เขาเห็นต่างทางการเมืองจึงไม่ควรจะถูกดำเนินคดีอาญา และมีความคาดหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะบรรลุตามเจตนาตามชื่อที่ใช้คำว่า สันติสุข คือการให้เขามาอยู่รวมกันอย่างเป็นสุขจึงค่อนข้างคาดหวังมาก สำหรับคนที่ไม่ชอบการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง ที่อาจไม่พอใจนั้น กฎหมายฉบับนี้ก็ใช่ว่าจะยกเว้นนิรโทษกรรมให้กับทุกเรื่อง เพราะยังมีกฎหมายบางอย่างที่ยังต้องเอาโทษอยู่ ต้องมีทั้งคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ เพราะการชุมนุมอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมือง ก็อาจจะมีความรู้สึกในบางคนที่ไม่พอใจบ้าง แต่ก็ขอยืนยันในหลักการว่าความเห็นต่างทางการเมืองอย่างไรก็ไม่ควรที่จะไปทำให้เขาต้องโทษในคดีอาญา สุดท้ายก็อยากให้ประเทศชาติมีความปองดอง ไม่ให้คนในชาติทะเลาะกัน จึงก่อให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งมีการต่อสู้กันมาอย่างยาวนานสำหรับกฎหมายฉบับนี้ ถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับเรื่องข้อยกเว้น เช่น มาตรา 112 ควรได้รับการยกเว้นหรือไม่ จึงมีการถกเถียงกัน รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการทุจริตควรยกเว้นหรือไม่ ซึ่งมีการถกเถียงกันจนตกผลึกออกมาเป็น พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็ต้องบอกว่าดีและเห็นด้วย เพราะอย่างน้อยทุกคนก็รักชาติบ้านเมือง แต่เพราะเราเห็นต่างกันแค่นั้นเอง

ส่วนกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดความขัดแย้งอย่างไรได้บ้างนั้น หากถามถึงความในใจคนนั้น ความเชื่อแต่ละคนมันอาจจะลบล้างกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นจุดที่บรรเทาคนที่เขาไปชุมนุมในขณะนั้น ว่าเขาก็คิดดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง การที่ถูกดำเนินคดีก็อาจจะเป็นการปิดปากคนที่เห็นต่างทางการเมือง แต่ความขัดแย้งนั้นส่วนตัวมองว่าอาจจะลบล้างไม่ได้ทั้งหมด เพียงแต่ผลผลิตจากการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ที่ต้องไม่ลืมว่าการชุมนุมทั้ง 2 ครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดการรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557 

แต่สิ่งที่บอบช้ำตามหลังมา คือ ผลผลิตหลังจากที่มีการรัฐประหาร จนเกรงว่าจะมีการขัดแย้งรอบใหม่อีก เช่น การรัฐประหารเมื่อปี 2557 เราก็ได้รัฐธรรมนูญปี 2560 ขึ้นมาก็เริ่มจะปะทุความขัดแย้งรอบใหม่ เช่น ความเคลือบแคลงเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. ที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ได้อีก มาตรการที่จะป้องกันความขัดแย้งทางการเมือง คือ กติกาการเมืองต้องเป็นธรรม ที่ต้องขอเน้นย้ำต่อประชาชนว่า อย่ามองว่ารัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับปากท้อง เพราะเป็นกฎหมายที่จัดตั้งสถาบันทางการเมือง คนจะมาบริหารประเทศมาจากไหน ใครจะมาใช้อำนาจนิติบัญญัติ ส.ส. ส.ว. มาจากไหน องค์กรอิสระมีอำนาจแค่ไหนล้วนมาจากรัฐธรรมนูญ หากเราไม่มีกติกาที่เป็นสากลเป็นธรรม มันก็ส่งผลต่อปากท้อง นอกจากมีกติการที่เป็นสากลแล้ว การบังคับใช้ก็ต้องถูกต้องเป็นธรรมด้วย