หน้าแรก การเมือง อนุทิน แจงชัด...

อนุทิน แจงชัด ประกันภัยภัยพิบัติ เริ่ม 1 ต.ค. ยึดวันเกิดเหตุ คนน้ำท่วม 2 ครั้ง ได้รอบเดียว

1.10.26 | 10:48 น.

นายกฯ ประชุมคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ-อปท. แจงเงื่อนไขโครงการประกันภัยพิบัติ ดีเดย์ 1 ต.ค. วันแรก กำชับศึกษารายละเอียด ใช้ภาษาเข้าใจง่ายสื่อสารชาวบ้าน ยันไม่มีตกหล่น ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน – ย้ำยึดวันเกิดเหตุเป็นหลัก ท่วมก่อนรับ 9,000 ตามกฎหมายเดิม ส่วนระลอกใหม่ใช้ประกัน ปัดตอบฝ่ายค้านถามหาเข้าสภาแจงญัตติน้ำท่วม


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ประชุมคอนเฟอเรนซ์ด่วนกับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล ในพื้นที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อมอบนโยบายการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ สำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลได้ออกโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการดูแล และคุ้มครองประชาชนจากภัยพิบัติ รัฐบาลตระหนักดีว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดเหตุเท่านั้น แต่ต้องเตรียมความพร้อม และสร้างระบบหลักประกันที่สามารถรองรับความเสียหายไว้ล่วงหน้า รัฐบาลจึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าวสำหรับประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดทำประกันภัยให้กับประชาชน เพื่อให้มีหลักประกันรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ

สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าว ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การสูญเสียชีวิต และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร โดย อุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท ขณะที่แผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท

Advertisement

ส่วนกรณีเกิดภัยน้ำล้อมที่อยู่อาศัยจนไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมครัวเรือนทั่วประเทศถึง 30 ล้านครัวเรือน

นายกฯ กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การจัดการความเสี่ยงและการเตรียมหลักประกันไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจน สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เพื่อบรรเทาผลกระทบ สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน โครงการนี้เป็นการนำกลไกของระบบประกันภัย และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง ช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ และบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลที่มีตนเป็นทั้งนายกฯ และรมว.มหาดไทย มุ่งหวังว่าการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยให้การเยียวยา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ในนามรัฐบาล ตน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย มีความยินดีที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันสำคัญในการรองรับความเสียหาย และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหาย ไปสู่การเตรียมความพร้อม และบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ จึงขอให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของโครงการ เพื่อแจ้งสิทธิให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และสามารถเข้าถึงสิทธิ และประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่

นายกฯ ยังย้ำว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนลดความกังวล ว่า เมื่อเกิดเหตุใดก็ตามประชาชนจะได้รับการบรรเทาความเสียหาย โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำความคุ้มครองในระดับครัวเรือนอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ประมาณ 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนที่ประสบภัยได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อสามารถนำไปชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ว่าหากประสบภัยน้ำท่วมในระดับใดจะได้รับความคุ้มครองเท่าใด หรือ หากบ้านเรือนได้รับความเสียหายจะได้รับเงินช่วยเหลือสำหรับการซ่อมแซมเป็นจำนวนเท่าใด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเกิดภัยพิบัติขึ้น ภาครัฐ โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสิทธิในการเข้าถึงเงินประกันภัย ยืนยันว่า จะดำเนินการให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง และไม่ตกหล่นแน่นอน พร้อมย้ำว่า กรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองปีต่อปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 แต่ ไม่ได้ทำแค่ปีเดียว แต่จะทำปีต่อปี จึงขอให้ทุกคนสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าจะได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยพิบัติและเข้าถึงการชดเชยได้อย่างรวดเร็ว

ภายหลังประชุมเสร็จ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน (ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ) ที่มีผลคุ้มครองตั้งแต่ 1 ต.ค.69 ว่า เริ่มใช้วันนี้ ซึ่งจะมีการสรุปเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลในชุดเดียวกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่น้ำท่วมมาก่อนหน้านี้ นายกฯ ระบุว่า ผู้ประสบอุทกภัยจะได้รับเงินเยียวยาตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเดิม คือ 9,000 บาท ส่วนประกันภัยจะเริ่มคุ้มครองครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไป

เมื่อถามว่า คนที่น้ำท่วมจะได้ 2 ครั้งใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ ได้รอบเดียวซึ่งจะนับภัยพิบัติ เป็นครั้งๆ อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นก่อน 1 ต.ค.69 ก็ได้ตามหลักเกณฑ์กฎหมายป้องกันภัยไปแล้ว

เมื่อถามว่า หากน้ำยังท่วมจนถึงวันนี้ จะต้องใช้หลักเกณฑ์เยียวยาใด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องนับจากวันที่เกิดเหตุ แต่หากน้ำมาระลอกใหม่ ก็จะใช้ประกันภัย พิบัติ ซึ่งตรงนี้ดีกว่าเพราะจะจ่ายเป็นรายกรณี

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถามหานายกฯให้มาตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎร นายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที ก่อนกล่าวว่า “ไม่เอาแล้ว ไปแล้ว”

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า มองว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ แต่นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะลงลิฟต์เพื่อเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานและศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท Infineon Technologies Manufacturing (ประเทศไทย) จำกัด ณ นิคมอุตสาหกรรมอารยะ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ