‘ภราดร’ ร่วมถก กมธ.ติดตามงบฯ ยันไม่มีรัฐบาลไหนอยากทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง ยอมรับกฎหมายปี 66 ดอกเบี้ยต่ำ ทำลูกหนี้ กยศ.เบี้ยวจ่าย ย้ำต้องช่วยนักเรียนค้างท่อ 1.4 หมื่นคน เตรียมหามาตรการแยกอัตราดอกเบี้ย อุดรอยรั่ว มหาวิทยาลัย-ผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองความจน
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ นำโดย น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. เป็นประธานประชุมติดตามการแก้ไขปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมชี้แจงและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา
นายภราดร ชี้แจงในที่ประชุมว่า กองทุน กยศ. มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับโอกาสทางการศึกษา ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมาย กยศ. เมื่อปี 2566 ในส่วนของดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ จากเดิมที่เคยสูงถึง 7-8% บวกกับเบี้ยปรับที่สูงมาก จนมีเสียงสะท้อนจากผู้กู้ยืมว่าจ่ายไม่ไหว ทำให้ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องให้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 0-1% และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมากเพื่อแก้ปัญหาในขณะนั้น

“สิ่งที่แก้ปัญหาในวันนั้นกลับกลายเป็นปัญหาใหม่ เมื่อดอกเบี้ยต่ำ ทำให้มีผู้กู้บางส่วนไม่ยอมชำระเงินคืน กยศ.หรือเลือกไปชำระหนี้ก้อนอื่นที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ปัจจุบันมีคนที่อยู่ในระบบ กยศ. เกือบ 4,000,000 คน แต่เป็นลูกหนี้ชั้นดีเพียง 1,000,000 คน ส่วนอีก 2,600,000 คน เป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง และการหมุนเวียนเงินของกองทุนฯ อย่างหนัก” นายภราดรกล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา กยศ.ไม่เคยบริหารเงินได้อย่างเพียงพอ ต้องขอจัดสรรงบกลางเพิ่มขึ้นทุกปี หากไม่มีการบริหารจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัญหานี้จะเรื้อรังและต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่กองทุนควรจะบริหารจัดการตัวเองได้ เมื่อตนได้รับเรื่องก็ได้พูดคุยกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่กำกับดูแลโดยตรง พบว่าในปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนในกลุ่ม Tier 4 ที่รอการตอบรับและยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินกู้ยืมประมาณ 14,000 คน แนวทางแก้ไขเร่งด่วนคือต้องเติมเงินเข้าระบบ โดยนายเอกนิติได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อขอก่อหนี้ผูกพันและใช้นโยบายขอเงินงบกลางเพิ่มเติม 1,200 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้นก่อน
นายภราดร กล่าวว่า สำหรับแนวทางระยะยาว ฝ่ายบริหารในกระทรวงการคลังต้องไปบริหารจัดการให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด โดยตนมอบนโยบายให้ กยศ. ไปหาแนวทางเร่งรัดหนี้สินจากกลุ่มลูกหนี้ 2,600,000 คนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยังไม่มีงานทำหรือยังไม่มีรายได้ กลุ่มนี้จะไม่เข้าไปดำเนินการใดๆ แต่จะให้โอกาสในการสร้างงานสร้างรายพัฒนาก่อน แล้วจึงหาแนวทางจัดเก็บหนี้ต่อไป และ2.กลุ่มที่มีรายได้และมีเงินเดือนแล้วแต่ไม่ยอมส่งคืนกองทุน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่และเป็นความท้าทายหลักที่ กยศ. ต้องจัดการ เพราะหากกลุ่มนี้ยอมชำระเงินคืน เพียงแค่งวดเดียว กองทุนก็สามารถหมุนเวียนอยู่ได้แล้ว ซึ่งหากจำเป็นต้องแก้กฎหมายก็พร้อมดำเนินการ
นายภราดร ได้เสนอทางออกให้ปรับโครงสร้างดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้กู้ที่มีวินัยการชำระหนี้ดี และใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสำหรับผู้ที่ผิดนัดชำระ เพื่อไม่ให้กระทบผู้กู้ที่อยู่ในวัยเรียนหรือผู้ที่ยังไม่มีงานทำ ยอมรับว่าพบการรั่วไหลของงบประมาณจากการที่สถาบันอุดมศึกษาบางแห่งใช้ช่องว่างของ กยศ. เช่น การตั้งค่าเทอมสูงเกินจริงสำหรับนักเรียนในโครงการ รวมถึงปัญหาการเซ็นรับรองความจน ที่พบว่าผู้ใหญ่บ้านเพียงคนเดียวกลับรับรองให้กับเด็กสูงถึง 400-500 คน ซึ่งเข้าข่ายเป็นกระบวนการกัดกินงบประมาณ กยศ. ที่ต้องเร่งอุดรอยรั่ว

ด้าน น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการแบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 2 รูปแบบ แต่จำเป็นต้องมีไม้แข็งสำหรับผู้กู้ที่ไม่มีวินัย เนื่องจากหลายคนมองว่า กยศ. เป็นกองทุนที่ใจดี ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับต่ำ จึงเลือกจ่ายหนี้บ้านและหนี้รถก่อน แล้วเหลือเท่าไรค่อยจ่าย กยศ. หรือบางรายเลือกไม่จ่ายเลยเพื่อรอปรับโครงสร้างหนี้ แม้การปรับเพิ่มดอกเบี้ยกับผู้ที่จ่ายไม่ตรงเวลาอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้กู้รายเก่า แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะระบบเดิมสร้างพฤติกรรมให้คนเบี้ยวหนี้ และต่อให้เปลี่ยนผู้จัดการ กยศ. อีก 10 คนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากไม่ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ดังกล่าว
ส่วนประเด็นการรับรองความจน น.ส.รักชนก กล่าวว่า ปัจจุบันระบบ กยศ. มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากร และกระทรวงการคลังอยู่แล้ว จึงตั้งคำถามว่าควรยกเลิกระบบให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองความจนไปเลยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เด็กต้องตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้างระหว่างหาคนเซ็นรับรอง จึงขอสอบถามถึงความชัดเจนในเรื่องการจัดสรรงบกลางในปีถัดไป
ทั้งนี้ นายภราดร ชี้แจงว่า ปัจจุบันเรื่องการรับรองความจน ได้สั่งการปรับเปลี่ยนมาใช้ฐานข้อมูลจากกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในการคัดกรอง ส่วนเรื่องเบี้ยปรับหากจำเป็นต้องแก้กฎหมาย ก็ได้สั่งการให้ไปทำการศึกษาเรียบร้อยแล้ว
“ยืนยันว่าไม่มีรัฐบาลไหนอยากทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง เพียงแต่ปัญหาการบริหารจัดการกองทุนในช่วง 2-3 ปีนี้ รัฐบาลอาจต้องเข้าไปอุดหนุนเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยตั้งงบประมาณไว้ 5,000 ล้านบาท แต่มองว่าไม่พอ จึงต้องขอก่อหนี้ผูกพัน และขอใช้นโยบายงบกลางเพิ่มเป็นกว่า 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายเติมงบกลางในลักษณะนี้ทุกปีไม่ใช่การบริหารจัดการที่ถูกต้องในระยะยาว ซึ่งจะต้องเร่งปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพต่อไป” นายภรากร กล่าว




