หน้าแรก การเมือง ส่องรัฐบาล‘อน...

ส่องรัฐบาล‘อนุทิน’ โจทย์ท้าทาย ปมร้อน‘รุมเร้า’

2.10.26 | 12:40 น.

ส่องรัฐบาล‘อนุทิน’โจทย์ท้าทาย ปมร้อน‘รุมเร้า’


หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญรวมถึงการบริหารจัดการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดทั่วประเทศจะส่งผลอย่างไรบ้างต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

Advertisement

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ผิดรัฐธรรมนูญ หากมองโครงสร้างของรัฐบาลถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก เมื่อดูข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงว่ากระบวนการนิติสงคราม หรือตุลาการภิวัฒน์ ไม่สามารถล้มรัฐบาลชุดนี้ได้ ถ้าไปประเมินโครงสร้างของความเป็นพรรคร่วม จะเห็นความแน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยยังแสดงความจงรักภักดีกับพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคกล้าธรรมได้ส่งสัญญาณเชิงบวกที่จะเข้าร่วมรัฐบาล แสดงว่าเสถียรภาพของรัฐบาลแข็งแกร่งมาก

ประการต่อมาสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลไม่กล้ายุบสภา เพราะคะแนนตกต่ำ ประชาชนไม่พอใจจากการบริหารจัดการประเทศ ยิ่งทำให้รัฐบาลไม่กล้ายุบสภาแน่นอน เพราะหากยุบสภาโอกาสที่จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนการปฏิวัติรัฐประหารก็ปิดประตูตายไปเลย เพราะว่ากองทัพมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลมากที่สุดในรอบ 20 ปี เงื่อนไขที่จะล้มรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นนิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ การยุบสภา ความขัดแย้งของพรรคร่วม หรือการรัฐประหาร

นอกเสียจากประชาชนทั้งประเทศลุกขึ้นมาชุนนุมประท้วง แต่สัญญาณก็ยังไม่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวทางด้านชุมนุมขึ้นมาบ้าง แต่การชุมนุมเกิดขึ้นจากผู้ล้มละลายทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะเป็นม็อบที่ต้องการแบล๊กเมล์ และต้องการให้คนของตนเองเป็นรัฐมนตรี ทำให้มองว่าการที่ล้มรัฐบาลชุดนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างมากมาย เพราะสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่ไปไว้ใจข้าราชการ และการละเลย ความไม่รับผิดชอบของผู้นำองค์กรพิเศษอย่างเช่น กทม. สุดท้ายทำให้รัฐบาลต้องแบกรับปัญหาทั้งหมด ประชาชนไม่พอใจ แต่ความไม่พอใจก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลล้มง่ายๆ แต่การที่ประชาชนไม่พอใจจะส่งผลในระยะยาวต่อการเลือกตั้งในครั้งหน้า

การที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หากมองไปแล้วรัฐบาลคิดว่าการใช้เงินแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว คงจะแก้ไขปัญหาได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ มองไปแล้วรัฐบาลเกรงใจข้าราชการมากจนเกินไป ซึ่งข้าราชการไม่ทำหน้าที่เลย ส่งผลมาถึงประชาชนทำให้ไม่พอใจ ก็ต้องมาต่อว่ารัฐบาล ผู้นำการปกครองรูปแบบพิเศษอย่างเช่น กทม.ก็ปล่อยปละละเลย รัฐบาลคิดว่าการใช้เงินอย่างเดียวแก้ปัญหา ผมมองว่าผิด

เงินนั้นถือว่าจำเป็น แต่รัฐบาลควรวิเคราะห์ให้ออกถึงปัญหาว่า ใครสมควรจะแก้ไขปัญหาจริงๆ หากมาดูข้อเท็จจริง องค์กรที่จะมาดูแลแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจริงๆ แล้วคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต.เทศบาล หรือ อบจ. ถ้านายกรัฐมนตรีพักเรื่องเงินไว้ก่อน แล้วมาดูเป็นไปได้ไหม ที่จะทำให้ทุกจังหวัดมีศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องภัยพิบัติครบวงจร โดยให้ อบจ.เป็นผู้รับผิดชอบและประสานกับท้องถิ่นทั้งหมด แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นเพียงกรรมการ ให้ อบจ.ประกาศภัยพิบัติเอง

เนื่องจาก อบจ.มีงบประมาณและรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณมาเพิ่ม หากทำแบบนี้จะแก้ปัญหาได้ และอย่าไปไว้ใจบรรดาข้าราชการส่วนภูมิภาค จึงควรส่งเสริมการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 1.6 แสนล้านบาท เอามาเพียงครึ่งเดียวก็เพียงพอแล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบริหารจัดการ เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ซึ่งวิธีคิดจะเอาเงิน 1.6 แสนล้านบาทมาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถือว่าผิด ที่สำคัญอาจจะแก้ไขปัญหาได้ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญหากยังใช้บริการข้าราชการ เชื่อว่าทำแบบนี้ไปไม่รอด

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นจะต้องมีแน่นอน เพราะประกาศไปแล้ว โดยเฉพาะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้มีการประกาศเปิดประเด็นไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้แสง แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสงมากกว่า ไม่รู้ว่าเป็นเจตนาของไอติมหรือเปล่า ที่เอาข้อสอบมาเปิดก่อน แต่การนำเสนอไม่เก่งเท่าอภิสิทธิ์ ปรากฏว่าไปๆ มาๆ อภิสิทธิ์กลายเป็นแกนนำของพรรคฝ่ายค้านที่มีจำนวน ส.ส.น้อยกว่า แต่มีพลังพลานุภาพมากกว่าในการทำหน้าที่แกนนำฝ่ายค้าน คิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงจะมีประเด็นน้ำท่วม เขากระโดง เพราะจะไปอภิปรายคุณสมบัติการฮั้ว ส.ว.ก็ไม่ได้แล้ว เนื่องจากศาลรับฟ้องไปแล้ว

หากให้มองการเลือกตั้งสมัยหน้า ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีความได้เปรียบจากปัจจัยทั้งหมด แต่ก็เหนื่อยเพราะรัฐบาลชุดนี้ยังไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนได้ ไม่มีคะแนนนิยม รัฐบาลจะต้องทำงานหนักมาก หากต้องการรักษาอำนาจในรัฐบาลต่อไป ต้องฟื้นคะแนนนิยม หากฟื้นไม่ได้โอกาสก็จะเป็นของพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชนตามลำดับ

ถ้าพรรคภูมิใจไทยต้องการยืนบนถนนการเมืองต่อไป จะต้องช่วงชิงการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทนพรรคประชาชน ต้องมีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นมากที่สุด เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาพิบัติภัย ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น การฟื้นเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งการปฏิรูประบบราชการ หากรัฐบาลยังไปเชื่อข้าราชการ สุดท้ายรัฐบาลเองจะพังไปเพราะข้าราชการ
ตอนนี้นายกฯอนุทินเชื่อข้าราชการ ผลงานที่ออกมาพังหมดเลย

หากกล่าวไปแล้วในความเป็นจริง ข้าราชการไม่จงรักภักดีกับใคร นอกจากประโยชน์ของตัวเอง โดยนายกฯอนุทินเชื่อว่าข้าราชการต้องการความก้าวหน้าจากตัวนายกฯอนุทิน และสามารถควบคุมได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ ข้าราชการไม่ได้รักนายกฯอนุทินเลย นอกเสียจากผลประโยชน์ที่ได้จากนายกฯอนุทิน โดนข้าราชการหลอกเพราะต้องการได้สายสะพาย หรือต้องการตำแหน่งปลัดกระทรวง

การปรับเปลี่ยน ครม.อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้น แต่ควรจะปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ปรับกระทรวงให้พรรคกล้าธรรมที่มีประสบการณ์คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และควรปรับ ครม.ลูกเทพที่ไร้ความสามารถให้กลับไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายที่บ้านนอก ส่วนรัฐมนตรีลูกเทพมีความสามารถให้ทำงานต่อไป สำหรับกระทรวงเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทยมีความสามารถควรจะแบ่งให้ด้วย เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล

ตรีเนตร สาระพงษ์
รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การเมืองไทยในเวลานี้มีคำถามสองข้อที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่แท้จริงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คำถามแรกคือ รัฐบาลยังมีเสถียรภาพหรือไม่ และคำถามที่สองคือ รัฐบาลยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากเพียงใด เพราะหลังจากที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 กรณีการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามแรกว่า รัฐบาลยังมีเสถียรภาพทั้งในทางกฎหมายและในทางรัฐสภา เพราะศาลไม่ได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะ

ศาลชี้ว่าการใช้รหัสดังกล่าวไม่ขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและลับ แม้ในทางทฤษฎีจะเชื่อมโยงข้อมูลบางส่วนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิได้ แต่ระบบการจัดเก็บบัตร บัตรต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อ มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ ทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการ ไม่ใช่สืบย้อนว่าใครลงคะแนนให้ใคร การตัดความเสี่ยงทางคดีความครั้งนี้จึงถือเป็นข่าวดีทางการเมืองของรัฐบาลอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทว่าการรอดจากศาลไม่ได้เท่ากับการรอดจากความรู้สึกของประชาชน เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถวินิจฉัยแทนการประเมินความสามารถในการบริหารประเทศและความไว้วางใจของประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังที่จะไม่ด่วนสรุปว่าเหตุการณ์น้ำท่วมคือสาเหตุที่ทำให้คะแนนตก เนื่องจากการสำรวจจัดเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18-23 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่น้ำท่วมรอบรุนแรงในกรุงเทพฯจะเกิดขึ้น กล่าวคือรัฐบาลเผชิญปัญหาเรื่องความนิยมที่ลดลงอยู่ก่อนแล้ว วิกฤตน้ำท่วมจึงไม่ได้เป็นต้นเหตุตั้งต้น แต่กำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง หรือโถมซัดขาลงให้เร็วและแรงขึ้น

น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาทางภูมิอากาศหรือระบบระบายน้ำ แต่กลายเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐ รัฐสมัยใหม่ไม่ได้ถูกตัดสินจากคำแถลงหรือข้ออ้างทางธรรมชาติ เพราะไม่มีใครห้ามฟ้าฝนได้ แต่ประชาชนจะประเมินจากการรับรู้ปัญหา การเตือนภัย การตัดสินใจประสานงาน และความรวดเร็วในการส่งมอบความช่วยเหลือจริง แน่นอนว่าประชาชนอาจพร้อมให้อภัยธรรมชาติ แต่คำถามจะดังขึ้นทันทีหากรู้สึกว่าความเสียหายนั้นป้องกันหรือบรรเทาได้มากกว่านี้ รัฐที่เข้มแข็งไม่ใช่รัฐที่ไร้ปัญหา แต่คือรัฐที่เมื่อเกิดวิกฤตแล้ว ประชาชนมองเห็นความพร้อมและแนวทางการแก้ปัญหาที่รวดเร็วและเป็นธรรม

ในระบอบประชาธิปไตยประชาชนไม่ได้ตัดสินรัฐบาลจากคำมั่นสัญญาเพียงโสตเดียว หากแต่ตัดสินตีคู่จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ข้าวของแพง หรือภัยพิบัติ ยิ่งในบริบทของรัฐบาลผสม ประชาชนมักไม่แยกแยะรายละเอียดว่าความบกพร่องเป็นของ กทม. กรมชลประทาน หรือกระทรวงมหาดไทย เพราะประชาชนไม่ได้เข้าคูหากาเลือกหน่วยงานราชการเหล่านั้น แต่ประชาชนเลือกรัฐบาล ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตจึงถูกคิดรวมเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้งคณะอย่างเลี่ยงไม่ได้

และถ้าน้ำท่วมเป็นบททดสอบประสิทธิภาพ คดีฮั้ว ส.ว.ก็เป็นบททดสอบความชอบธรรมของที่มาแห่งอำนาจ แม้มติ กกต.ที่ส่งดำเนินคดีบุคคล 77 ราย (ซึ่งรวมถึง ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน) จะยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในมิติทางการเมือง คำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคลคือ ความน่าเชื่อถือของระบบการเข้าสู่อำนาจ เพราะรัฐบาลไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยห่วงโซ่ความชอบธรรมตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้ง การจัดตั้งอำนาจ ไปจนถึงการใช้อำนาจรัฐ เช่นนี้ เมื่อคดีฮั้ว ส.ว.เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับข้อถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้ง คำถามทั้งสองจึงมาบรรจบกันที่ความไว้วางใจต่อกติกาเรื่องหนึ่ง สงสัยในวิธีการลงคะแนน อีกเรื่อง สงสัยในความสุจริตของที่มาผู้ใช้อำนาจ แม้คดีนี้จะไม่ส่งผลต่อเสียงในสภาโดยตรง แต่กลับเพิ่มต้นทุนความชอบธรรมของระบอบอำนาจอย่างมีนัยสำคัญ

ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มทวงคืนประเทศไทย และการวิพากษ์สิ่งที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน กำลังต่อสู้กันในเชิงการกำหนดกรอบความหมายทางการเมือง ฝ่ายหนึ่งพยายามอธิบายรัฐบาลผ่านคำว่าเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และการบริหารประเทศ ขณะที่อีกฝ่ายพยายามเชื่อมโยงน้ำท่วม คดีฮั้ว ส.ว. ปัญหาเศรษฐกิจ และกระบวนการเลือกตั้ง เข้าเป็นเรื่องเล่าเดียวกันว่าด้วยเครือข่ายอำนาจและความไม่น่าไว้วางใจ หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มเคลื่อนไหวสามารถทำให้ประชาชนมองปัญหาทั้งหมดเป็นภาพเดียวกันได้ การมองแยกส่วนก็จะยุติลงทันที

นอกจากนี้ ยังปรากฏมิติของการหลีกเลี่ยงความรับผิดซึ่งเป็นแรงจูงใจปกติของนักการเมืองเมื่อเกิดความสูญเสีย แต่ในภาวะวิกฤต ประชาชนไม่ได้ต้องการฟังคำอธิบายว่าใครไม่ผิด หากต้องการรู้ว่าใครจะรับผิดชอบ รัฐบาลที่ตอบคำถามนี้ไม่ได้ ไม่เพียงแต่จะเสียคะแนนนิยม แต่ยังเสียความเป็นเจ้าของปัญหา และเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาผูกขาดการอธิบายความจริงแทน ซึ่งจะทิ้งคำถามตกค้างไว้ในใจประชาชนยาวนานแม้ระดับน้ำจะลดลงแล้วก็ตาม

หากมองไปข้างหน้า ย่อมไม่มีใครคาดเดาผลการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างแม่นยำ เพราะผลสำรวจในปัจจุบันที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯรอบล่าสุดอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะใช้ประสบการณ์จริงในการตัดสินใจ พวกเขาอาจไม่ได้จดจำตัวเลขงบประมาณ การแถลงข่าว หรือการประชุมหลายสิบรอบ แต่จะจำว่าในวันที่บ้านของเขาถูกน้ำท่วม รัฐได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจริงหรือไม่

รัฐบาลในปัจจุบันอาจมีเสียงสนับสนุนมั่นคงกว่า 290 เสียง มีอำนาจบริหารเต็มมือ และเพิ่งก้าวพ้นด่านสำคัญทางกฎหมายมาได้ แต่ความย้อนแย้งคือ รัฐบาลสามารถมีอำนาจได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความนิยมสูง ทว่าในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืนหากปราศจากความไว้วางใจ

สิ่งที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้จึงไม่ใช่การล่มสลายของรัฐบาลในสภา หากแต่เป็นวิกฤตเสถียรภาพของความไว้วางใจเพราะเสียงข้างมากอาจทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่มีเพียงผลงานเชิงประจักษ์เท่านั้นที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจนั้นต่อไปได้จริง