หน้าแรก การเมือง สศช.ชูแผนพัฒน...

สศช.ชูแผนพัฒนาฯฉบับ14 Thailand’s Next Agenda

1.10.26 | 12:34 น.

หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ส่วนนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯสภาพัฒน์ กล่าวในหัวข้อ “นำเสนอร่าง 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 30 กันยายน


อนุทิน ชาญวีรกูล 

นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

Advertisement

แผน 14 ต้องปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศไทย ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนการพัฒนาให้เป็นรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมสูงวัย และสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าการพัฒนาประเทศคือ ความสามารถของประเทศ ในการทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์เป็นปกติ และในวันที่เกิดวิกฤต  

ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรและอาหาร บริการ การแพทย์ และการท่องเที่ยว แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าศักยภาพ เผชิญข้อจำกัดจากผลิตภาพ การเข้าถึงทุนและเทคโนโลยีของธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่ระบบราชการและกฎระเบียบบางส่วนยังเป็นอุปสรรคต่อโอกาสทางเศรษฐกิจ ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนคนวัยทำงานลดลง แต่ภาระในการดูแลสุขภาพและสวัสดิการเพิ่มขึ้น ขณะที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอ ก็กำลังเปลี่ยน 

ถ้าเรายังใช้วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะถดถอย ขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว การยืนอยู่ที่เดิม ก็เท่ากับการเดินถอยหลัง ฉะนั้น คำถามสำคัญของแผน 14 ไม่ใช่เพียงว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรในอีกห้าปีข้างหน้า แต่คือ อะไรคือข้อจำกัด ทำให้ประเทศไทยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร และจะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านั้นอย่างไร

โอกาสของประเทศไทย ประเทศที่เชื่อถือได้ มีกติกาชัดเจน มีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ มีกำลังคนมีทักษะ มีห่วงโซ่อุปทานเข้มแข็ง และมีรัฐบาลตัดสินใจและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว โอกาสคือ สภาวะทั่วโลกกระจายฐานการผลิตและจัดระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เป็นโอกาสในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น การลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างงานที่มีคุณค่า และต้องทำให้คนไทยกับธุรกิจไทยขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้นของห่วงโซ่การผลิต

เราจะไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูก ทรัพยากรราคาถูก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะแข่งขันด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี มาตรฐาน และความสามารถของคนไทย
ใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบ

เสาหลักทั้ง 5 ด้านของแผน 14 ต้องเป็นระบบเดียวกันที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น และทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นนั้นกลับไปเป็นรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ขณะที่ภาครัฐต้องพร้อมจะเปลี่ยนตัวเอง ต้องทบทวนภารกิจจำเป็น ลดความซ้ำซ้อน และเปิดให้ภาคเอกชน ท้องถิ่น หรือประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น 

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ไปสู่ระบบเชื่อมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน โดยที่ทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานตัวเอง ขณะที่ต้องเข้าใจด้วยว่า หน่วยงานอื่นต้องการอะไรมาเติมเต็ม เพื่อให้บรรลุผลเป้าหมายเดียวกันของทุกหน่วยงาน คือคุณภาพชีวิต และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ผมขอย้ำว่า เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ในแผนพัฒนาประเทศ ประเทศที่น่าลงทุนและประเทศที่ประชาชนอยู่อย่างมั่นคง คือประเทศเดียวกัน นั่นคือประเทศที่มีระบบพร้อม มีรัฐที่ทำงานได้ และเป็นประเทศที่บริหารทรัพยากรด้วยความรับผิดชอบ

แผน 14 ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศ มีเจ้าภาพ กรอบเวลา ตัวชี้วัดผลลัพธ์ และข้อมูลเปิดเผยให้ประชาชนติดตาม วัดความสำเร็จจากผลิตภาพ รายได้ ทักษะของคนไทย ความสะดวกในการติดต่อภาครัฐ ต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร และความสามารถในการรับมือวิกฤต แผนต้องไม่ผูกอยู่กับรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใด แต่เป็นทิศทางร่วม ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

ภาพวิสัยทัศน์ เราต้องทำให้เกิดขึ้นสำเร็จช่วงปลายของแผน 14 ประเทศไทยจะต้องไม่เป็นเพียงประเทศที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจสูงขึ้น แต่ต้องเป็นประเทศที่คนทำงานมองเห็นอนาคตของตนเอง ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่เติบโต เด็กและเยาวชนได้รับความรู้และการพัฒนาทักษะใช้ได้จริง ผู้สูงอายุยังมีคุณค่าและมีความมั่นคงในชีวิต ประชาชนมองเห็นรัฐเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก ทำให้ทุกคนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของตัวเองได้ และทุกพื้นที่ของประเทศคือพื้นที่แห่งโอกาส ที่พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง

สำหรับร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กำหนดเสาหลักการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 2.การปฏิรูปภาครัฐ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ 4.การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 5.การลงทุน ถ่ายทอด และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

ดนุชา พิชยนันท์ 

เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) 

การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ปีงบประมาณ 2571-2575) ในครั้งนี้ สศช.ยึดเป้าหมายสำคัญว่าจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอกสารทางวิชาการ รวมทั้งต้องเป็นแผนนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีจุดเน้นชัดเจน เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม เพื่อตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่า เมื่อสิ้นสุดแผน 14 แล้ว ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นในทิศทางใด เมื่อประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 จะสิ้นสุดในปี 2570 พบว่าภาพรวมยังห่างไกลจากเป้าหมายตั้งไว้มาก โดยเฉพาะรายได้ประชาชาติต่อหัวตั้งเป้าไว้ประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2570 แต่ในปี 2568 อยู่ที่ระดับประมาณ 8,300 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หลังเผชิญวิกฤตต่อเนื่องนับตั้งแต่โควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนดันราคาพลังงานพุ่งสูง เกิดภาวะเงินเฟ้อ สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติภายในประเทศ

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยคือ ผลิตภาพ (Productivity) ขยายตัวต่ำ ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ความสามารถการแข่งขันของประเทศอยู่อันดับ 26 แม้ดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ยังไม่เคยผ่านเกณฑ์ Top 25 รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้อยู่ใน Top 20 ภายในปี 2572 พร้อมดันการเติบโตทางเศรษฐกิจแตะระดับ 3% ขึ้นไป ด้านสังคม ดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) อยู่ที่ 0.64 ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 0.72 ส่วนช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุด 10% และกลุ่มคนจนที่สุด 40% อยู่ที่ 5.04 เท่า สะท้อนความท้าทายว่าเกิดจากการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วถึงจริงหรือไม่ หรือเกิดจากภาครัฐต้องเข้าไปอุ้มกลุ่มเปราะบางมากขึ้น ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังต้องเร่งดำเนินการเพิ่มเติม อีกทั้งไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก สำหรับประสิทธิภาพภาครัฐ ปัจจุบันอยู่อันดับ 32 จากเป้าหมายอันดับ 15

ขณะเดียวกันเมื่อมองออกไปข้างนอก ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายจากกระแสการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศต้นทาง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง กติการะเบียบโลกและโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โครงสร้างประชากรได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กำลังแรงงานลดลง กำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยสุดขั้วในไม่ช้า ผนวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หากปรับตัวและพัฒนาทักษะไม่ทันจะนำไปสู่ความเสี่ยงในการตกงาน ส่งผลให้โจทย์ในอนาคตยากขึ้นและมาเร็วขึ้นอย่างยิ่ง

สำหรับการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สภาพัฒน์เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ทั้งภาคการเมือง เอกชน ประชาสังคม เยาวชน องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ADB, World Bank, UNFPA, UNDP และเวทีรับฟังความเห็น 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทุกภาคส่วนต่างสะท้อนความต้องการพัฒนาสินค้าท้องถิ่น เพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน สร้างงานที่มีคุณค่า (Good Jobs) วางระบบเตือนภัยพิบัติ และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีความเห็นว่าอยากจะเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นอย่างไร ได้จัดตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ 5 คณะ ได้แก่ คณะด้านเศรษฐกิจ ด้านปฏิรูปภาครัฐ ด้านยกระดับทุนมนุษย์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของนายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการบูรณาการแผนงานให้เป็นในทิศทางเดียวกัน

ย้ำว่าประเทศไทยไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านเพื่อใช้โอกาสจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แผน 14 กำหนด 4 หลักคิดสำคัญ ได้แก่ การสร้างผลิตภาพ (Productivity), การกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง (Inclusivity), ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) เพื่อรองรับแรงกระแทกจากภายนอก ผ่านการซ่อมฐานรากเดิม เสริมศักยภาพใหม่ ปลดล็อกกฎระเบียบล้าสมัย เพื่อเปิดทางให้คนตัวเล็กดำเนินธุรกิจและมีงานทำที่ดีได้อย่างเท่าเทียม

การขับเคลื่อน 13 ประเด็นปฏิรูปสำคัญ (Key Reform Priorities) ภายใต้แผน 14 จะดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบผ่านกลยุทธ์ TRUST 5 เสาหลัก ประกอบด้วย T – Transform economy หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับฐานการผลิตเดิมทั้งเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และท่องเที่ยว พร้อมสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อาทิ ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมไฮเทค การแพทย์และสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่การปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน 

ต่อมา R – Reform public sector หรือการปฏิรูปภาครัฐให้กระชับ มีสมรรถนะสูง ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โปร่งใส ปราบปรามทุจริต และยกเลิกกฎหมายล้าสมัย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ส่วน U – Upgrade human capital หรือการยกระดับทุนมนุษย์ ออกแบบสิทธิประโยชน์จูงใจการมีบุตรเพื่อแก้วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลง ยกระดับผลิตภาพแรงงาน พลิกโฉมอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยให้เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของภาคผลิตและบริการ 

ขณะที่ S – Sustain natural resources and environment หรือการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน วางระบบรับมือภัยพิบัติและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) สุดท้าย T – Technology & innovation หรือการเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และยกระดับทักษะผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

กรอบทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “TRUST” คือการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่าประเทศไทยสามารถทำได้จริง ระยะถัดไปสภาพัฒน์จะเร่งดำเนินการยกร่างรายละเอียดและกำหนดแนวทางการพัฒนาในแต่ละมิติ เพื่อผลักดันให้แผนพัฒนาฯฉบับดังกล่าวสามารถประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการในปีงบประมาณ 2571

อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้แผนในปีงบประมาณ 2571 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน หากแต่เป็นหมุดหมายเริ่มต้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันลงมือปฏิบัติจริงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่คาดหวัง  

ต้องตระหนักว่าโอกาสในการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจังหวะเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสถานะของไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งและอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องแปรเปลี่ยนทุกความกังวลให้กลายเป็นความเชื่อมั่น เปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นความเป็นไปได้ และเปลี่ยนอนาคตที่เฝ้ารอให้เป็นอนาคตที่ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม

โอกาสในการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ไม่ได้มีมาบ่อย โอกาสที่มีเงินลงทุนเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีติดกัน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้มีบ่อย โอกาสที่ประเทศไทยจะเป็น Safe Zone แล้วทุกคนจะวิ่งเข้ามาที่ประเทศไทยก็ไม่ได้มีบ่อย เพราะฉะนั้น เราต้องใช้โอกาสนี้ในการจะเปลี่ยนประเทศไทย อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเราในการจะเปลี่ยนประเทศไทยครั้งนี้เราต้องเปลี่ยนทุกความกังวลให้เป็นความเชื่อมั่น แล้วก็เปลี่ยนทุกความท้าทายให้กลายเป็นความเป็นไปได้ และเราต้องเปลี่ยนอนาคตที่เราเฝ้ารอ ให้เป็นอนาคต เราจะสร้างไปด้วยกันผมขอทุกท่านมาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทยให้ไปไกลกว่าเดิม