‘ไอซ์-รักชนก’ ตอกกลับ นายกฯมีพ่อ-แม่สั่งสอนก็ได้เท่านี้ พร้อมขอหยุดบูลลี่คนที่เลือกเองไม่ได้ ซัดแค่ส่งอาหารถึงมือคนน้ำท่วมยังคิดไม่ได้สะท้อนแนวคิดคนกับการบริหารประเทศ
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงโรงครัวพรรคภูมิใจไทยช่วยน้ำท่วมให้สั่งผ่านแกร็บ ว่า อยากให้ทุกคนโฟกัสที่ กยศ. และประกันสังคมจริงๆ ถ้าเป็นวาระอื่นตนตอบแน่และไม่อยากให้ผู้สื่อข่าวเอาไปเขียนว่าตนเลี่ยงตอบหรือเดินหนีไป เรื่องนี้ไม่ได้สาระกับสังคมเลย แต่เรื่องโรงครัวของพรรคภูมิใจไทย ที่ให้สั่งผ่านแกร็บอาจจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มันสะท้อนถึงวิธีคิดของพรรคภูมิใจไทย ว่าในการบริหารจัดการช่วงวิกฤตนั้น ขนาดแค่เรื่องการส่งอาหารไปให้ถึงผู้ประสบภัยท่านยังคิดไม่ได้เลยว่าจะส่งอย่างไร ดังนั้นเป็นภาพสะท้อนถึงการบริหารจัดการวิกฤตนี้ทั้งระบบว่า แค่เรื่องส่งข้าวท่านยังคิดไม่ได้เลย แล้วเรื่องอื่นๆ ประชาชนจะไว้ใจให้ท่านดูแลความเป็นไปของประเทศนี้ได้ไหม อีกครั้งทำผิดขอโทษได้ไม่ตาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกเสียดายหรือไม่ที่วันนั้นโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.รักชนกกล่าวว่า ในวันนั้นเราคิดจริงๆ ว่าจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามอีกว่า มองว่าเรื่องการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำท่วมด้วยหรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า ตนคิดว่าประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในตอนนี้คงจะได้เห็นการบริหารจัดการของรัฐบาลในการจัดการวิกฤตนี้แล้ว เพราะประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง
ผู้สื่อข่าวถามถึงความรับผิดชอบต้องให้ลาออกหรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นการตัดสินใจของประชาชน ว่าบริหารจัดการแบบนี้แล้วประชาชนยังจะไว้วางใจเขาต่อไปหรือไม่
เมื่อถามว่า มีการตอบโต้นายกฯ มีการพูดถึงเรื่องพ่อ-แม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า ตนคิดว่าระดับผู้นำประเทศท่านก็ควรเห็นอกเห็นใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง กลุ่มที่เป็นคนไม่ได้มีพ่อมีแม่ดูแลมาตั้งแต่เด็กๆ คืออย่าเอามาบูลลี่กัน และอย่าเอาสิ่งที่คนคนหนึ่งที่ไม่สามารถกะเกณฑ์ หรือบังคับเรื่องในชีวิตของตัวเองได้ หรือไม่สามารถตัดสินว่าจะมีสิ่งนี้ได้หรือไม่ มาด้อยค่ากัน เพราะนั่นจะทำให้เห็นถึงวุฒิภาวะของท่านเอง และการที่ท่านกระแทกแดกดันคนคนหนึ่งเพราะว่าท่านไม่ชอบหน้าเขานั้น ว่าถ้าเอาสิ่งที่เขาขาดตกบกพร่องในชีวิตไป หรือสิ่งที่เขาเลือกเองไม่ได้มาเป็นเครื่องเหยียดหยาม ตนคิดว่ามันก็เป็นเครื่องสะท้อนวิธีคิดของท่าน ว่าไม่ได้มีความระมัดระวัง และท่านไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ ซึ่งถ้าเราจะตอบโต้กันทางการเมืองก็ให้เอาประเด็นทางการเมือง ส่วนการบูลลี่หรือเหยียดหยาม หรือด้อยค่าว่าบุคคลคนหนึ่งไม่มีพ่อแม่คอยอบรมสั่งสอนเหมือนตัวเอง ตนก็คิดว่า คนที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ติดตัวมาด้วยตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่ว่าอย่างตัวท่านนายกฯเองที่มีพ่อมีแม่คอยอบรมสั่งสอน คำถามก็จะย้อนกลับไปว่าขนาดมีพ่อแม่อบรมสั่งสอนก็มาได้เท่านี้



