“สว.สุนทร” สะท้อนเสียงผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรียกร้องรัฐบาลยกระดับระบบเตือนภัย-อัดหน่วยงานรัฐไร้ ‘Sense of Emergency’ เตือนภัยตี 1 ไร้ผล
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาพิจารณาญัตติขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนบทเรียนในฐานะผู้ประสบภัย พร้อมตั้งคำถามเชิงนโยบายต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยของหน่วยงานภาครัฐที่ยังขาดความกระตือรือร้นในภาวะวิกฤติ
นายสุนทร กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ในทางวิศวกรรมและการระบายน้ำ โดยยกข้อมูลระดับน้ำของกรมชลประทานพบว่า ระดับน้ำเฉลี่ยในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งยังต่ำกว่าระดับแนวคันกั้นตลิ่ง (2.2–2.9 เมตร) อีกกว่า 1 เมตร แต่กลับเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเมืองและชุมชนอย่างหนัก สะท้อนชัดเจนว่าน้ำไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำสายหลักได้ เกิดปัญหาการอุดตันหรืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพจริง
“ที่อ้างว่าอุโมงค์ยักษ์ใช้งานได้ 50–60% นั้น จริงๆ แล้วทำงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ? รัฐจ่ายงบประมาณไปเต็มร้อย แต่ผลลัพธ์กลับได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อยากเสนอให้ติดกล้องวงจรปิดในอุโมงค์ยักษ์ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ว่ามีน้ำไหลผ่านจริงหรือไม่ ?”นายสุนทรกล่าว
นายสุนทร กล่าวถึงกลไกการเตือนภัยของฝ่ายบริหารว่า ขาดมิติการรับรู้สถานการณ์เชิงรุก การแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลาตีหนึ่ง ไม่สามารถลดความเสียหายได้จริง เพราะประชาชนหลับพักผ่อน ตื่นเช้ามาทรัพย์สินและรถยนต์ก็จมน้ำเสียหายไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงหากระบบพยากรณ์อากาศคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ควรใช้มาตรการเชิงรุกภาคสนาม เช่น รถกระจายเสียงหรือโทรโข่งเข้าพื้นที่ชุมชน เพื่อปลุกและแจ้งเตือนให้อพยพเคลื่อนย้ายทรัพย์สินทันท่วงที
ช่วงท้ายนายสุนทร ได้เรียกร้องไปยังฝ่ายบริหารและผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าการบริหารจัดการภัยพิบัติต้องอาศัย 2 แกนหลัก คือ (1) Common Sense หรือ สามัญสำนึก คือ การรับฟังและให้เกียรติการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญหน้างาน ไม่ก้าวก่ายในจุดที่ไม่ถูกต้อง
และ (2) Sense of Emergency หรือ จิตสำนึกความเร่งด่วนในภาวะฉุกเฉิน คือ การตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและจัดลำดับความสำคัญในการกระจายความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้ระบบล้มเหลวจนมีภาพข้าวกล่องเน่าเสียเป็นพันกล่องตกค้างโดยส่งไม่ถึงมือผู้ประสบภัย
“ผู้มีอำนาจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำสูงสุด ต้องมี Sense of Emergency เป็นคนแรก ใส่ใจในความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความเสียหายซ้ำซากแล้วประชาชนตื่นมารับสภาพโดยไม่มีการเตรียมการ” นายสุนทรกล่าว



