พิจิตรวุ่น 3 โรงสีใหญ่ เบี้ยวหนี้สหกรณ์การเกษตร อ่วมกว่า 1.3 พันล้าน ฉุดแห่งเล็กขาดสภาพคล่อง
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร (รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิจิตร) เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ หลัง กอ.รมน.จังหวัดพิจิตรสนธิกำลังร่วมกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ตรวจสอบข้อมูลสหกรณ์การเกษตรที่เป็นนิติบุคคลรวม 12 แห่ง โดยจากการตรวจสอบพบข้อเท็จจริงว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์การเกษตรทั้ง 12 แห่ง ได้รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในพื้นที่และจ่ายเงินให้ครบถ้วนแล้ว ก่อนจะนำข้าวเปลือกดังกล่าวไปขายต่อให้กับโรงสีรายใหญ่ 3 แห่งในจังหวัดพิจิตร ปรากฏว่าปัจจุบันโรงสีทั้ง 3 แห่งยังคงค้างชำระหนี้แก่สหกรณ์การเกษตร รวมวงเงินพุ่งสูงกว่า 1,300 ล้านบาท ประกอบไปด้วย โรงสีในอำเภอทับคล้อ 1 แห่ง โรงสีในอำเภอโพทะเล 1 แห่ง และในอำเภอสามง่าม 1 แห่ง

โดยสามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.โรงสีผิดนัดชำระหนี้สหกรณ์ฯ จำนวน 5 แห่ง เป็นยอดเงิน 650,225,271 บาท 2.สินค้าขาดบัญชี จากการฝากเก็บข้าวเปลือก แต่ไม่มีข้าวเปลือกคงเหลือ (สต๊อกลม) ซึ่งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับโรงสี ก่อนจะมีการถอนฟ้องและรับชดใช้หนี้ให้สหกรณ์ฯ จำนวน 5 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 636,782,420 บาท นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรอีกจำนวน 6 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินคดี กับโรงสี เป็นเงินอีก 587,181,522 บาท โดยสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบให้สหกรณ์การเกษตรทั้ง 12 แห่งในจังหวัดพิจิตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาสภาพคล่อง เพื่อรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ทั้งจากเงินทุนของสหกรณ์เอง และเงินสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องสูญเสียสภาพคล่องทางการเงินไปกับกลุ่มโรงสีทั้งหมด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพร้อมในการเตรียมวงเงินรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนารอบใหม่ ที่จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตปลายปีนี้ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ที่จะมาถึงนี้
พ.อ.สัมฤทธิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการทำนาในปัจจุบันว่า เกษตรกรชาวนาเกือบ 90% เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะนิยมใช้บริการรถเกี่ยวข้าวและจำเป็นต้องขายผลผลิตทันที หากสหกรณ์การเกษตรซึ่งเป็นกลไกกลางในการพยุงราคาและรับซื้อในราคาที่เป็นธรรมไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ชาวนาจะถูกผลักให้จำใจต้องหันไปพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบิดพลิ้วหรือได้รับเงินค่าขายข้าวไม่ครบถ้วน สุดท้ายแล้วความเดือดร้อนทั้งระบบนี้ก็จะตกอยู่ที่ตัวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นต้นทางของวงจรทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ จังหวัดพิจิตรมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 1.99 ล้านไร่ และถือเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรังมากเป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ และอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ มีปริมาณผลผลิตมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี



