เปิดตัวเครือข่าย ปชช. ต้าน ‘เวิลด์แบงก์–IMF’ ชำแหละแนวคิดการพัฒนาที่ให้ทุนกำหนดอนาคตประชาชนจ่ายบิล ซัดรัฐเป็น ‘ยามเฝ้าตลาด’ เอื้อทุนใหญ่ เปิดฉากอัด ‘จุฬาฯ’ เบี้ยวสถานที่ กาง 10 จุดยืน ‘หยุดทุนล้างโลก’ แฉระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ ลั่น ‘ประชาชนจ่ายบิล ประชาชนต้องกำหนดอนาคต’ นัดอารยะขัดขืนกลางกรุง 12–18 ต.ค.
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุม Tailor hall ชั้น 9 โรงแรม Deprime รางน้ำ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ (People’s Network Against World Bank and IMF) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดเวทีพูดคุยบิลนี้ใครจ่าย? ต้นทุนเงียบที่ประชาชนต้องแบก แลกกับภาพฝันการพัฒนาที่ไม่ได้เลือก” เพื่อส่งเสียงสะท้อนถึงผลกระทบเชิงโครงสร้าง ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ โดยมีตัวแทนภาคประชาชน นักกิจกรรม กลุ่มผู้หญิง และคนจนเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนเครือข่ายฯ เข้าร่วมอย่างคึกคัก
เปิดฉากอัด ‘จุฬาฯ’ เบี้ยวสถานที่ กลัวคำว่า ‘ต่อต้าน’ ชี้ผลพวงปี 40 ทำมหา’ลัยกลายเป็นตลาด
เริ่มต้นการแถลงข่าว ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดถึงกรณีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปฏิเสธไม่ให้ใช้สถานที่จัดงานในครั้งนี้อย่างกะทันหัน โดยระบุว่า การถูกยกเลิกสถานที่ได้สะท้อนให้สังคมเห็นอย่างล่อนจ้อนว่า มหาวิทยาลัยกำลังอยู่ในระบอบแบบใด เหตุผลที่เครือข่ายฯ ได้รับทราบมาคือ ผู้บริหารรู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ กับคำว่า ‘ต่อต้าน’
“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการหวงห้ามพื้นที่ แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนว่าใครถืออำนาจ ซึ่งแยกไม่ออกกับสิ่งที่เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์ นั่นคือผลพวงตั้งแต่ปี 2540 ที่ไอเอ็มเอฟบีบให้ไทยปรับโครงสร้าง ผลักดันให้มหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบ บริหารจัดการตัวเองแบบตลาด ต้องหารายได้เข้าสถาบัน และมองความรู้เป็นเพียงสินค้า แต่ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยไม่ได้หารายได้เอง เงินเหล่านั้นมาจากนักศึกษาที่ต้องไปทำงานพิเศษ และมาจากหยาดเหงื่อของพ่อแม่ผู้ปกครอง เมื่อมหาวิทยาลัยเดินตามตรรกะทุนนิยม เสรีภาพทางวิชาการก็ค่อยๆ หายไป สถาบันหลงลืมไปว่าอยู่รอดได้เพราะหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชน มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่แห่งการคิดและการศึกษา ไม่ใช่เป็นเพียงสมบัติส่วนตัวของผู้บริหาร หรือตกอยู่ในระบอบของการขจัดเสรีภาพ” ปรานม ระบุ
ซัดทุนนิยมเสรีใหม่ฮุบไทย ถีบหัวส่ง ปชช. เผชิญหน้าทุนผูกขาด
ด้าน แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวเจาะลึกถึงที่มาของการรวมตัวว่า เครือข่ายนี้เกิดจากการรวมตัวของคนทำงานภาคสังคม ทั้งกลุ่มผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ คนจนเมือง ที่มองเห็นตรงกันว่า ‘ระบบทุนนิยมเสรีใหม่’ กำลังคืบคลานเข้ามากินรวบสังคมไทยภายใต้ร่มเงาของระบอบสีน้ำเงิน
“เป้าหมายหลักคือต่อต้านการออกแบบโครงสร้างที่เรียกว่าทุนนิยมเสรีใหม่เป็นระบบที่รัฐพยายามลดภาระสวัสดิการของตัวเองลง แต่กลับคงอำนาจไว้เท่าเดิม ที่เพิ่มเติมคือปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่มีอำนาจมหาศาล แล้วถีบหัวส่งประชาชนให้เผชิญหน้ากับการผูกขาดและการฮุบที่ดินทำกิน ประชาชนจึงต้องตั้งคำถามว่า รัฐจะยอมเดินตามก้นกลุ่มทุนไปถึงระดับไหน และจะโยนภาระมาให้เราแบกรับไปอีกนานเท่าใด” แสงศิริ กล่าว

เปิดแผล 35 ปี ชะตากรรมคนจนถูกไล่รื้อ-จวกรัฐเป็นแค่ ‘ยามเฝ้าตลาด’
ปรานม สมวงศ์ ได้ขึ้นกล่าวเสริมถึงบาดแผลจากการพัฒนาอย่างเผ็ดร้อน โดยเปรียบเทียบระบบทุนนิยมเสรีใหม่และจักรวรรดินิยมในปัจจุบันว่า สมัยก่อนมหาอำนาจยึดประเทศด้วยปืน แต่ปัจจุบันยึดด้วยนโยบายเศรษฐกิจ
“หากเปรียบโลกเป็นตลาดขนาดใหญ่ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรปก็คือเจ้าของตลาด มีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเป็นสำนักงานผู้จัดการและปล่อยกู้ ส่วนไทยเป็นเพียงแม่ค้าเช่าแผงที่ไร้อำนาจต่อรอง รัฐบาลไทยในระบอบนี้ถูกลดบทบาทเป็นเพียง ‘ยามเฝ้าตลาด’ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของแม่ค้า แต่มีหน้าที่คอยไล่ทุบตีและปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม”
ปรานม ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดว่า เมื่อ 35 ปีก่อน (พ.ศ. 2534) ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมเวิลด์แบงก์ครั้งแรก แลกมาด้วยการไล่รื้อพี่น้องคนจนเมืองออกจากพื้นที่อย่างโหดร้าย 35 ปีผ่านไป เวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟไม่เคยสนใจชะตากรรมคนที่ถูกไล่ที่ หรือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเงินกู้สร้างเขื่อนปากมูลเลย
วิกฤตน้ำท่วมในปัจจุบันที่ท่วมนานนับเดือนก็ไม่ใช่ภัยธรรมชาติล้วนๆ แต่เกิดจากการนำพื้นที่หนองบึงไปถมเพื่อเก็งกำไร ซึ่งเป็นผลพวงจากการเปิดเสรีทางการเงินหลังปี 2540 ที่ให้อำนาจคนกำหนดผังเมืองมากขึ้น “เมื่อน้ำมา พื้นที่เศรษฐกิจอย่างย่านเพลินจิต ถนนวิทยุ จะได้รับการปกป้อง แต่ชุมชนริมคลองต้องรับน้ำและถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ ทุกครั้งที่น้ำลด ธนาคารโลกจะประเมินเฉพาะความเสียหายของถนนและโรงงานอุตสาหกรรม โดยไม่เคยนับรวมรายได้ที่หายไปของแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ หรือหยาดเหงื่อแรงกายของผู้หญิงที่ต้องล้างบ้านฟื้นฟูชีวิต บัญชีเหล่านี้ตกอยู่บนโต๊ะกินข้าวและกระเป๋าของประชาชน นี่คือ ‘บิล’ ที่เราต้องจ่าย”
นอกจากนี้ ปรานมยังวิจารณ์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์ฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามคำแนะนำของธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2492 ว่า แผนดังกล่าวมองคนเป็นเพียง ‘ทุนมนุษย์’ ในตลาดแรงงาน มองธรรมชาติเป็นทรัพย์สินที่ตีราคาได้ และที่เลวร้ายที่สุดคือพยายามคัดสวัสดิการถ้วนหน้าทิ้ง แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบ ‘พิสูจน์ความจน’ ซึ่งเป็นการเอื้อให้ความมั่งคั่งไหลไปสู่ระบอบสีน้ำเงินที่เชื่อมสมาพันธ์บ้านใหญ่ กลุ่มทุน และองค์กรอิสระเข้าด้วยกัน

ย้อนแผล ‘ต้มยำกุ้ง’ ปี 40 แฉรัฐอุ้มทุน-กู้ IMF ทิ้งหนี้ 1.32 ล้านล้าน ให้ ปชช. แบกข้ามทศวรรษ
ขณะที่ซอฮาบูดีน เลาะยะพา ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้กล่าวเสริมโดยย้อนภาพให้เห็นถึงบาดแผลจากวิกฤตเศรษฐกิจที่สะท้อนความล้มเหลวของระบบทุนนิยมว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าก่อนปี 2540 ประเทศไทยได้เปิดเสรีทางการเงิน ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาอย่างมหาศาล ภาพภายนอกดูเหมือนเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายใต้ภาพลวงตาของการเติบโตนั้น กลับมีการสะสมของกลุ่มทุน ภาระหนี้สิน และความบอบบางของระบบการเงินซุกซ่อนอยู่
ซอฮาบูดีน ระบุว่า จนกระทั่งฟองสบู่แตกในช่วงปลายปี 2540 ประเทศไทยมีคนตกงานทันที 1.17 ล้านคน และลุกลามต่อเนื่องในปี 2541 ที่ตัวเลขผู้ว่างงานพุ่งสูงเฉียด 2 ล้านคน โรงงานและกิจการหลายแห่งต้องปิดตัวลง ธุรกิจขนาดเล็กไปต่อไม่ได้ ภาระหนี้สินของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น การสูญเสียงานหมายถึงการสูญเสียรายได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้หายไปตามรายได้คือ “ค่าใช้จ่ายรายวัน” ทั้งค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าอาหาร ซึ่งกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ประชาชนต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
“หลังวิกฤตครั้งนั้น ประเทศไทยต้องเข้าสู่กระบวนการรับความช่วยเหลือทางการเงินโดยมีไอเอ็มเอฟ (IMF) เป็นตัวกลาง ซึ่งการเข้ามาของ IMF ไม่ได้มาเพียงแค่เป็นแหล่งเงินกู้ แต่ยังบีบบังคับให้ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินครั้งใหญ่ เป็นการเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทและกอบโกยผลประโยชน์ในประเทศ”
ซอฮาบูดีน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสูญเสียจากการเข้าโครงการของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกในครั้งนั้น รัฐบาลได้เลือกใช้วิธีออกพันธบัตรเพื่ออุ้มสถาบันการเงินและชดเชยความเสียหายในระบบ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 1.32 ล้านล้านบาทแก้ไขจากตัวเลข 1.32 ล้านบาทตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเม็ดเงินเหล่านี้ได้ถูกแปลงสภาพกลายเป็นหนี้สาธารณะ และสร้างบาดแผลทางสังคมที่ผลักภาระให้ประชาชนตาดำๆ ต้องเป็นคนตามเช็ดตามจ่ายภาษีใช้หนี้ต่อเนื่องมาอีกหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน
ลั่น ‘ที่ดินคือชีวิต’ ซัดรัฐบาล-ทุนสีน้ำเงิน ฮั้วต่างชาติแปลงผืนดินเป็นสินค้า
ขณะที่ จรัสศรี จันทร์อ้าย ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้กล่าวถึงประเด็นสิทธิที่ดินทำกินอย่างดุเดือด โดยระบุว่า ที่ดินไม่ใช่สินค้า และไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับการลงทุนของนายทุน เพราะที่ดินคือชีวิต คืออาหาร และคือความมั่นคงของชาวบ้าน สำหรับคนที่พึ่งพาป่า ที่ดินคือทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน และแหล่งเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์
จรัสศรี ระบุต่อว่า การเข้ามาของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ได้สร้างเงื่อนไขที่บีบให้รัฐบาลไทย ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่ม “ทุนสีน้ำเงิน” มองที่ดินเป็นเพียงสินค้าและสินทรัพย์ เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างเต็มที่ การปล่อยให้กลไกการค้าเสรีมากำหนดว่าที่ดินเป็นแค่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้น ถือเป็นการลิดรอนสิทธิและอำนาจของประชาชนในการจัดการทรัพยากรของตนเอง
“ที่ผ่านมา นโยบายภายใต้ทุนสีน้ำเงินได้ลิดรอนสิทธิชุมชนอย่างหนัก สิ่งที่เราพยายามผลักดันคือเรื่อง ‘โฉนดชุมชน’ และ ‘ธนาคารที่ดิน’ ซึ่งเป็นสิทธิที่ชุมชนควรมีอำนาจจัดการเอง โดยเฉพาะธนาคารที่ดิน ที่จุดประสงค์หลักคือการกระจายการถือครองที่ดินให้กับคนจนให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่มองเป็นสินค้าเอื้อต่างชาติ หากปล่อยให้กลุ่มทุน ไม่ว่าจะเป็นทุนของรัฐบาล ทุนสีน้ำเงิน หรือทุนต่างชาติ เข้ามากว้านซื้อและแย่งยึดที่ดินไป พี่น้องคนจนก็จะไม่สามารถสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อีกเลย”
ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ที่ดิน แร่ธาตุ และทรัพยากรทุกอย่างที่อยู่ใต้ดิน ควรเป็นของพี่น้องประชาชนเพื่อใช้ในการกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่แหล่งสินทรัพย์ที่รัฐบาลจะนำไปประเคนให้ต่างชาติหรือกลุ่มทุนนำไปต่อยอดความมั่งคั่งส่วนตัว ที่ดินต้องเป็นชีวิต ไม่ใช่สินค้า

ชี้คนจนคือ ‘คนสร้างเมือง’ ซัดการพัฒนาผลักไสคนรากหญ้า ลั่นที่อยู่อาศัยต้องไม่ใช่สินค้าเก็งกำไร
ขณะเดียวกันณัฐวุฒิ กรมภักดี อีกหนึ่งตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ขึ้นกล่าวในประเด็นความยุติธรรมสำหรับคนจนเมืองเกี่ยวข้องกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟอย่างไรโดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เรื่องนี้อธิบายง่ายๆ คือ วันดีคืนดีรัฐบาลได้นำพื้นที่สาธารณะของทุกคนไปทำเป็นตลาด แล้วเชิญผู้จัดการตลาดจากต่างประเทศมาสวมบทนายทุนเพื่อกำหนดค่าเช่า ภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่ประชาชน โดยผู้ที่ต้องแบกรับ ‘บิล’ เหล่านี้หนักที่สุดคือ คนจนเมือง กลุ่มคนเปราะบาง และคนที่ไร้ต้นทุนชีวิต ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของสังคม
ณัฐวุฒิชวนให้จินตนาการถึงภาพบรรยากาศยามเช้า ที่เรามักจะเห็นแม่บ้านทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คอยเปิดประตูสำนักงาน คนขับรถ หรือแม้แต่แรงงานก่อสร้างที่นั่งอัดกันบนท้ายรถกระบะเพื่อไปสร้างตึกระฟ้าให้คนเมืองได้อยู่
“คนเหล่านี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองหรือชายขอบ แต่พวกเขาอาศัยอยู่ใจกลางเมืองร่วมกับพวกเรา พวกเขาคือ ‘คนสร้างเมือง’ ที่ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวา แต่วันหนึ่งเมื่อสิ่งที่เรียกว่า ‘การพัฒนา’ คืบคลานเข้ามา มันกลับกลายเป็นกลไกที่บีบคั้นและผลักไสให้พวกเขาต้องกระเด็นออกไปอยู่ห่างไกล ไกลจากการมองเห็น ไกลจากครอบครัว และไกลจากโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่เครือข่ายพี่น้องคนจนเมือง เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายชุมชนริมราง และกลุ่มคนทำงานเรื่องสิทธิในการเข้าถึงเมือง พยายามต่อสู้และสะท้อนให้สังคมเห็นเป็นรูปธรรมมาโดยตลอดว่า พวกเขามีสิทธิที่จะอยู่ในเมือง
“เราไม่ใช่ผู้บุกรุกเมือง แต่พวกเราคือคนสร้างเมืองนี้ เรายืนยันมาตลอดว่า เรื่องของที่ดินและที่อยู่อาศัยจะต้องไม่ถูกนำไปแปลงสภาพให้กลายเป็นเพียงสินค้าเพื่อสร้างผลกำไร แต่รัฐต้องมองในมิติที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีชีวิตและที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้นได้จริง” ณัฐวุฒิ ระบุ

แฉรัฐกู้เวิลด์แบงก์ 8.9 ล้านเหรียญ ปูทางฮุบแร่ใต้ดิน-ซัดเอาเกษตรกรบังหน้าดันเหมืองโปแตช
ต่อเนื่องในประเด็นการแย่งชิงทรัพยากร จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ขยายภาพให้เห็นถึงผลกระทบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน โดยยกกรณีเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ว่า ใครจะคิดว่าใต้หมู่บ้าน ชุมชน หรือแหล่งน้ำที่ชาวบ้านอาศัยอยู่จะมีแร่โปแตชซุกซ่อนอยู่ และเมื่อรับรู้ถึงสิ่งนี้ มุมมองต่อผืนดินที่เคยเป็นวิถีชีวิตของประชาชนก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเพียง ‘แหล่งแร่’ ที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับรัฐและกลุ่มทุนทันที
“แม้ประชาชนจะมีโฉนดที่ดินถืออยู่ในมือ แต่เรากลับถูกบีบให้มีสิทธิครอบครองจากผิวดินลึกลงไปเพียง 100 เมตรเท่านั้น หากต่ำกว่า 100 เมตรลงไปถือเป็นสมบัติของรัฐ สิ่งเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่รัฐบาลไทย โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ไปขอกู้เงินจากธนาคารโลก (World Bank) จำนวน 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2524 หรือราว 40 กว่าปีที่แล้ว เพื่อนำมาศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการทำเหมืองโปแตชที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ”
จุฑามาส ระบุต่อว่า การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารโลกไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้กู้เงิน แต่กำลังเข้ามาวางรากฐานทางความคิดว่า ‘แร่’ ในประเทศไทยจะต้องถูกนำมาตีราคาและคิดเป็นมูลค่า ทำให้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยคิดแต่จะเอาแร่เหล่านี้ไปเร่ขาย คล้ายกับคำพูดที่ว่า “คิดอะไรไม่ออก บริหารไม่เป็น ก็ขายอย่างเดียว” ทุนและรัฐมองเห็นแต่มูลค่าใต้ดิน แต่มองข้ามหมู่บ้านและวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่บนดิน
นอกจากนี้ โครงการเหมืองโปแตชมักถูกหยิบยกมาอ้างเสมอว่าทำไปเพื่อเกษตรกร เพื่อให้ได้ปุ๋ยราคาถูกและเกิดการจ้างงาน แต่ในความเป็นจริง นโยบายรัฐบาลปัจจุบันกลับตัดงบประมาณที่สนับสนุนเกษตรกรทิ้งทั้งหมด แม้กระทั่ง ‘ธนาคารที่ดิน’ ที่เป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกรก็ยังถูกยุบ เกษตรกรจึงถูกใช้เป็นเพียง ‘ข้ออ้าง’ บังหน้า แต่ไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
“บิลค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องเป็นคนแบกรับ จึงไม่ใช่แค่เงินต้น 8.9 ล้านดอลลาร์บวกกับดอกเบี้ย แต่ยังรวมถึงความเสียหายจากการทดลองทำเหมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ และการพบก๊าซระเบิดใต้ผืนดิน ซึ่งทุกวันนี้ชาวบ้านไม่เคยรู้เลยว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ลุกลามไปไกลถึงไหนแล้ว เพราะรัฐไม่เคยเปิดเผยข้อมูลความจริง ความเจ็บปวดเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนต้องแบกรับมาตลอด และรากฐานวิธีคิดนี้เองที่กำลังถูกนำมาใช้เดินหน้าสำรวจและผลักดันเหมืองแร่ไปทั่วทั้งภาคอีสานในปัจจุบัน” จุฑามาส กล่าวทิ้งท้าย
เสียงจากคนทำงานดูแล และบทเรียน EEC สังเวยจีดีพี
สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนเสียงของผู้หญิงและคนทำงานดูแล ระบุว่า “ธนาคารโลกพูดตลอดว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เมื่อมันพัง คนที่รับภาระหนักที่สุดคือผู้หญิงที่ต้องดูแลครอบครัว ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ความรับผิดชอบต่อคนตกงานและคนป่วย เราดิ้นรนให้สังคมนี้อยู่ได้ ดังนั้น Care Income หรือค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแล จึงไม่ใช่เงินสงเคราะห์ แต่คือการยอมรับว่างานที่หล่อเลี้ยงชีวิตคืองาน และคนที่ทำงานนี้ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาและต้องมีสวัสดิการรองรับ

ซัด รัฐหมกเม็ดแผน PDP รับลูก IMF แฉ ‘ฟอกเขียว’ อุ้มทุนใหญ่-ชี้บทเรียน EEC สังเวยจีดีพี
ด้านอรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ที่เกี่ยวโยงกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลถูกมองว่าขายประเทศไปแล้ว แต่ในยุคนี้ทรัพยากรทุกภาคกำลังจะถูกขายจนประชาชนแทบไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศ ยกตัวอย่างนโยบายด้านพลังงาน ภาคประชาชนเรียกร้องให้ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ กลับเพิ่มสัดส่วนของก๊าซและฟอสซิลให้มากขึ้น
“การที่รัฐบาลชุดนี้เร่งรีบรวบรัดจัดทำแผนและรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP เป้าหมายลึกๆ ก็เพื่อเตรียมนำไปโชว์ในการประชุมไอเอ็มเอฟ เป็นการส่งสัญญาณว่าไทยมีแผนพลังงานรองรับแล้วและพร้อมรับเงินทุน แต่เงินทุนเหล่านั้นไม่เคยตกถึงมือประชาชน กลับไหลไปสู่กลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่หน้าเดิมๆ ที่กินรวบทั้งพลังงานฟอสซิลและพลังงานสะอาด”
อรชากล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาแอบอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและ Data Center สิ่งเหล่านี้คือการ “ฟอกเขียว” เอาทรัพยากรไปผลิตแล้วอ้างว่าชดเชยแล้ว แต่ผลพวงที่ตามมาคือวิกฤตโลกร้อน ภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งไม่ได้ทำลายแค่น้ำท่วมบ้าน แต่คือการสูญเสียชีวิตและอาชีพ รัฐบาลสนับสนุนแต่ทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีหลังมานี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมกว่า 90% เป็นกลุ่มทุนจากจีน ในขณะที่การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซ้ำยังต้องเป็นผู้จ่ายบิลค่าไฟที่แพงขึ้น คำถามคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมด รัฐบาลเอาแต่ท่องคาถาเรื่องจีดีพี (GDP) แล้วประชาชนได้อะไร
ตัวแทนเครือข่ายฯ ยังได้ยกตัวอย่างความบอบช้ำของพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ตลอด 8 ปีที่มีการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการเปลี่ยนสีผังเมือง คนในพื้นที่ต้องแบกรับภาระการสร้างจีดีพีให้ประเทศ แลกกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ทั้งดิน น้ำ ภูเขา และพื้นที่ผลิตอาหาร ทะเลกลายเป็นสีดำ เต็มไปด้วยมลพิษ ทุนขนาดเล็กและชาวบ้านต้องรับเคราะห์กรรม พอประชาชนเรียกร้อง รัฐกลับอ้างว่าไม่มีงบประมาณเยียวยา
“หากปล่อยให้ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเข้ามาแทรกแซงนโยบาย โมเดลการพัฒนาที่ทำลายล้างแบบอีอีซีจะถูกกระจายไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ชัดเจนว่า เมื่อเกิดผลกระทบ รัฐไม่มีหน้าตักและไม่มีศักยภาพพอที่จะเยียวยาฟื้นฟูชีวิตประชาชนได้เลย” คุณอรชา ระบุ
เปิดแถลงการณ์ 10 จุดยืน ‘หยุดทุนล้างโลก’ สับแหลก ‘จุฬาฯ-ระบอบสีน้ำเงิน’
ในช่วงท้าย ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ยาว “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × NO IMF” โดยได้ผนวกข้อวิพากษ์วิจารณ์กรณีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า “การที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำหวาดกลัวคำว่า ‘ต่อต้าน’ จนยกเลิกสถานที่จัดงาน คือภาพสะท้อนที่น่าสมเพชของระบบทุนนิยมเสรีใหม่ มหาวิทยาลัยกลายสภาพเป็นเพียง ‘ตลาดสดทางปัญญา’ ที่หวาดกลัวอำนาจทุนและรัฐ นี่คือผลพวงจากการปรับโครงสร้างตามเงื่อนไข IMF ปี 40 ที่บีบให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แสวงหากำไร และลืมไปว่าตึกเรียนทุกตึกตั้งอยู่บนหยาดเหงื่อและค่าเทอมของประชาชน เสรีภาพทางวิชาการจึงถูกบีบคอจนตาย สถาบันการศึกษากลับตกอยู่ในระบอบที่กดทับและรับใช้ผู้มีอำนาจอย่างน่าละอาย”

เครือข่ายฯ ได้ประกาศ 10 จุดยืนสำคัญอย่างละเอียด
- ต้านระบบที่ทุนมีอำนาจเหนือชีวิตเราไม่ได้ต้านแค่องค์กร แต่ต้านทุนนิยมเสรีใหม่และจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เล็กลง แต่ย้ายต้นทุนออกจากงบสาธารณะไปยัดใส่มือประชาชน และกางปีกปกป้องกลุ่มทุน แปรรูปสิ่งจำเป็นต่อชีวิตให้เป็นสินค้า
- บทเรียนวิกฤตปี 40 เมื่อเศรษฐกิจพัง ประชาชนคือคนจ่ายค่าซ่อม หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.32 ล้านล้านบาทกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ต้องจ่ายถึงปี 2574 คนเป็นล้านตกงาน ผู้หญิงต้องแบกรับภาระในครอบครัว
- ที่ดินไม่ใช่พื้นที่ว่างสำหรับการลงทุน ผืนดินคือบ้าน อาหาร และประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ในตลาด การลงทุนสีเขียว คาร์บอนเครดิต หรือเหมืองแร่ ต้องไม่ลิดรอนสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร
- ความยุติธรรมสำหรับคนจนเมือง เมืองเป็นของคนที่สร้างมัน แรงงาน คนกวาดถนน คนขับรถ มีสิทธิอยู่ในเมือง การไล่รื้อคือการทำลายเครือข่ายชีวิต ที่อยู่อาศัยต้องมีความมั่นคง ไม่ใช่ถูกปั่นราคาเพื่อคนรวย
- ประชาชนจ่ายบิลตั้งแต่ก่อนเหมืองเปิด เงินกู้เพื่อการสำรวจทรัพยากรผลักภาระหนี้และความเสี่ยงทางนิเวศให้ชุมชนตั้งแต่ต้นทาง โดยที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิตัดสินใจ
- รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า คือการเอาความมั่งคั่งที่ประชาชนร่วมกันสร้างกลับมาดูแลชีวิต ไม่ใช่เงินแจกสงเคราะห์ ไม่ใช่การพิสูจน์ความจน แต่คือการคืนอำนาจให้ผู้คน
- เศรษฐกิจที่มองไม่เห็นผู้หญิง คือเศรษฐกิจที่มองไม่เห็นชีวิต: ต้องยอมรับและให้ค่าตอบแทน “งานดูแล” (Care work) ที่ค้ำจุนสังคม ผู้หญิงไม่ใช่แรงงานฟรีที่คอยอุดช่องโหว่ให้รัฐและกลุ่มทุน
- การเปลี่ยนผ่านสีเขียวต้องเปลี่ยนอำนาจ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลเป็นเทคโนโลยีใหม่ แล้วปล่อยให้ทุนใหญ่ผูกขาดสายส่ง หรือฟอกเขียวผ่านคาร์บอนเครดิต ประชาชนต้องเป็นเจ้าของพลังงาน
- GDP โตไม่พอหากความมั่งคั่งขึ้นข้างบนแต่บิลลงมาข้างล่างประเทศร่ำรวยขึ้นในสถิติ แต่คนทำงานค่าแรงไม่พอใช้ ถูกผูกขาดโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่เชื่อมโยงบ้านใหญ่ กลไกรัฐ และทุนใหญ่เข้าด้วยกัน
- เมล็ดพันธุ์ ยา งาน และร่างกาย ไม่ควรถูกกำหนดด้วยกำไร ต้องหยุดการผูกขาดสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อชีวิต เกษตรกรต้องมีสิทธิในเมล็ดพันธุ์ ผู้ป่วยต้องเข้าถึงยา และแรงงานต้องได้รับสวัสดิการ
ในตอนท้าย เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ได้ประกาศยกระดับการขับเคลื่อน เตรียมระดมขบวนการภาคประชาชนจากทั่วประเทศ จัดการเคลื่อนไหวใหญ่ด้วยแนวทาง “อารยะขัดขืน” คู่ขนานไปกับการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ เพื่อทวงคืนอำนาจในการกำหนดอนาคต และส่งเสียงของประชาชนผู้ต้องรับภาระจ่ายบิลให้ดังกึกก้องไปถึงโต๊ะประชุมของกลุ่มทุนมหาอำนาจโลก




