‘อนุสรณ์’ จี้หยุดฉวยน้ำท่วมเล่นเกมปลดผู้ว่าฯ กทม. ชี้รัฐขาดบูรณาการ เสนอให้ผู้ว่าฯ สั่งการ–ส่วนกลางหนุน
วันที่ 2 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยว่า ขอให้ทุกฝ่ายหยุดเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน หรือฉวยโอกาสเรียกร้องให้ปลดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมชี้ว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการและการบูรณาการของรัฐบาล
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้เกินกำลังที่ กทม.และจังหวัดใกล้เคียงจะแก้ไขได้ตามลำพัง เพราะมีทั้งปัจจัยธรรมชาติและผลจากการกระทำของมนุษย์ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน การแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปลูกและรักษาป่าต้นน้ำ ควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมือ มิฉะนั้นจะต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาปลายเหตุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
รศ.ดร.อนุสรณ์มองว่า น้ำท่วมซ้ำซากยังสะท้อนความล้มเหลวด้านการจัดการ การเตรียมความพร้อม และปัญหาทุจริตรั่วไหลของงบประมาณบริหารจัดการน้ำที่สะสมจากรัฐบาลหลายชุด รวมถึงการขาดสมดุลระหว่างการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นกับการรวมศูนย์เพื่อรับมือวิกฤต
เมื่อเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่า ข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำเก็บกัก 951 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 109% ของความจุเก็บกักปกติที่ 872 ล้านลูกบาศก์เมตร และกรมชลประทานทยอยปรับการระบายน้ำเพื่อรองรับฝน แต่ภาพรวมของเขื่อนใหญ่ภาคเหนือแตกต่างจากปี 2554 อย่างชัดเจน
โดยปี 2554 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเต็มความจุประมาณ 99–100% จนต้องเปิดประตูระบายน้ำล้น ขณะที่ปี 2569 เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 66% และงดระบายน้ำ ส่วนเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 80% ระบายวันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่น้ำไหลผ่านนครสวรรค์อยู่ที่ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าปี 2554 ที่เคยสูงถึง 4,686 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
รศ.ดร.อนุสรณ์จึงเห็นว่า วิกฤตปีนี้ไม่ได้เกิดจากมวลน้ำจากเขื่อนใหญ่ภาคเหนือเช่นเดียวกับปี 2554 แต่เกิดจากฝนตกหนักรุนแรงฉับพลัน หรือ Rain Bomb และฝนสะสมที่ทำให้หลายลุ่มน้ำเกิดน้ำท่วมขังสูงพร้อมกัน
“ประชาชนทราบดีว่าไม่มีใครควบคุมธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ Rain Bomb ได้ แต่สิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถามคือ ‘ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤต’ ว่าปัญหามาจากธรรมชาติหรือการขาดการบูรณาการเชิงรุกของภาครัฐ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
สำหรับจุดอ่อนในการรับมือ รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุถึงการสื่อสารเตือนภัยที่ล่าช้าและเข้าใจยาก แม้มีความพยายามจัดทำระบบ One Map รวมศูนย์ข้อมูล แต่ยังใช้ภาษาทางการจนประชาชนนำไปตัดสินใจได้ช้า รวมถึงความล่าช้าในการช่วยเหลือและอพยพของกระทรวงมหาดไทยในช่วงรอยต่อการแต่งตั้งโยกย้ายและปีงบประมาณ ส่วน กทม.ควรเตรียมพร่องน้ำและขุดลอกคูคลองก่อนเกิดฝนตกหนัก
รศ.ดร.อนุสรณ์เสนอให้แบ่งความรับผิดชอบระหว่างส่วนกลาง จังหวัด และท้องถิ่น ผ่านแนวทาง “Single Command with Comprehensive Support” โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการในพื้นที่อย่างชัดเจน เนื่องจากใกล้ชิดข้อมูลและสถานการณ์จริง ส่วนส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุนอย่างรอบด้าน
การสนับสนุนดังกล่าวควรครอบคลุมการรวบรวมข้อมูลฝน ระดับน้ำ การระบายน้ำ และสภาพอากาศจากทุกหน่วยงานให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและใช้ตัดสินใจได้ทันที การจัดสรรกำลังคน เรือ เครื่องมือ ศูนย์อพยพ และงบเยียวยาอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการวางแผนภาพรวมเชื่อมโยงพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำอย่างเป็นธรรม ไม่ให้จังหวัดใดต้องแบกรับผลกระทบเพียงลำพัง
“ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การควบคุมธรรมชาติ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากร ข้อมูล และบุคลากรที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ การปรับโครงสร้างให้พื้นที่สั่งการได้ฉับไว โดยมีส่วนกลางคอยหนุนหลังอย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม จะเป็นหัวใจสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

