ทีมกฎหมายปชป. ถกอดีตผู้สมัครสว. เดินหน้าคดีฮั้วสว. ยึดแนว “ราชบัญฑิต” ลั่นถ้าผิดฮั้วจริง โยงล้มล้างการปกครอง จ่อร้องยุบพรรคที่เกี่ยวข้องทันที “นิพิฏฐ์” หวังศาลดูภาพรวม “ฮั้ว” เทียบคดี “ชั้น14” เผย 7 ต.ค. ยื่นร้องเพิ่มเติม ขอรวมสำนวนอนุชุด 26-ดีเอสไอ พร้อมเอาผิดม.157 ต่อ กกต.-เลขาฯ กกต.
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชุมร่วมกับ ส.ว.สำรองและอดีตผู้สมัคร ส.ว.กว่า 10 คน เพื่อหารือแนวทางดำเนินคดีฮั้วเลือก ส.ว. โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ปรึกษาคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า เป็นการรับฟังข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะคำแนะนำของนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในเวทีเสวนาของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา พร้อมวางกรอบเวลาการทำงานไว้เบื้องต้น
ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้รับคำร้องไว้แล้ว 3 สำนวน จากอดีตผู้สมัคร ส.ว.ที่ยื่นร้องว่าคำสั่งหรือแนวปฏิบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจะมีการตรวจพยานหลักฐานในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า หากศาลรับวินิจฉัย เชื่อว่าจะไม่พิจารณาเฉพาะคุณสมบัติผู้สมัคร เพราะฝ่ายกฎหมายจะขอให้เรียกสำนวนของคณะอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งสอบสวนไว้แล้ว แต่ กกต.ไม่ได้พิจารณา มาประกอบด้วย เพื่อให้ศาลเห็นภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด
“คิดว่าศาลท่านจะพิจารณาและเห็นภาพของช้างได้ชัดเจน ว่าตัวช้างประกอบด้วยงวง งา หู หาง ลำตัว และขาทั้ง 4 ข้าง ถ้าศาลฎีกาเห็นภาพช้างชัดเจน ไม่มีทางที่ศาลท่านจะบอกว่านี่หางคือช้าง หรืองวงคือช้าง แต่ศาลจะวินิจฉัยภาพรวมทั้งหมด เราหวังว่าศาลท่านจะวินิจฉัยเลยว่าการเลือก ส.ว.ครั้งนี้มิชอบ ถ้าพิสูจน์ไปถึงจุดนั้นได้ เรื่องอื่นๆ จะตามเข้ามาอีกมาก” นายนิพิฏฐ์กล่าว
นายนิพิฏฐ์เปรียบเทียบกับคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า แม้นายทักษิณกลับเข้าเรือนจำแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคเห็นว่าเรื่องยังไม่จบ โดยระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งตัวไปพักรักษาที่โรงพยาบาล ทั้งอธิบดี แพทย์ และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ตามมาตรา 157 จึงหวังว่าคดีเลือก ส.ว.จะได้รับการพิจารณาในภาพรวมเช่นกัน แม้ต้องใช้เวลา
นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า วันที่ 7 ตุลาคมนี้ นายราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมายพรรค จะยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้สำนวนมีน้ำหนักมากขึ้น โดยขอให้เรียกสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 และดีเอสไอมาประกอบการพิจารณา พร้อมยื่นขอคำวินิจฉัยกลางของ กกต.ในสัปดาห์หน้า
ส่วนวันที่ 19 ตุลาคม จะยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยระหว่างนั้นคาดว่าจะมีคำวินิจฉัยกลางของ กกต.กรณีไม่ดำเนินคดีกับ ส.ว.ทั้ง 229 ราย แต่ดำเนินคดีเพียง 77 รายออกมา
เมื่อได้รับคำวินิจฉัยกลางแล้ว ฝ่ายกฎหมายจะดำเนินการฟ้อง กกต.และเลขาธิการ กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ควบคู่กับการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ โดยจะชี้ให้เห็นว่ากระบวนการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า การยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามแนวทางที่นายจรัญแนะนำ หากพิสูจน์ได้ตามแนวทางดังกล่าว ตนเห็นว่าอาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เพราะเป็นการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และหากศาลมีคำวินิจฉัยตามที่ฝ่ายกฎหมายคาดหวัง ก็จะดำเนินการร้องยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
“เราพยายามเตือนแล้วทั้งนักการเมืองและพรรคการเมืองว่า อย่าพยายามหาอำนาจด้วยวิธีการเช่นนี้ หากใครเกี่ยวข้องหรือถึงกรรมการบริหารพรรคไหน ก็ต้องยุบเท่านั้น โดยเราจะยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน” นายนิพิฏฐ์กล่าว
นายนิพิฏฐ์ระบุว่า ฝ่ายกฎหมายมีหลักฐานค่อนข้างมาก ทั้งกรณีผู้สมัคร ส.ว.ไม่ได้ลงชื่อด้วยตัวเอง แต่มีผู้อื่นลงชื่อแทน เส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกัน และโพยลงคะแนนหรือเอกสารที่อ้างว่าเป็นคำสั่งฮั้วเลือก ซึ่งมีหลักฐานอยู่ในสำนวนสอบสวนของดีเอสไอ รวมถึงถ้อยคำจาก ส.ว.สำรองและอดีตผู้สมัคร ส.ว.ที่มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร่วมกระบวนการและผู้สั่งการ
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ฝ่ายกฎหมายมีข้อจำกัดด้านกำลังคนมากกว่าการทำคดีที่ผ่านมา แต่จะทำงานอย่างเต็มที่ โดยนัดประชุมติดตามความคืบหน้าทุกวันศุกร์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษากติกาบ้านเมือง
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ส่วนตัวยังมีความหวังในการทำคดีและต้องการให้ความจริงปรากฏ เพราะหากไม่สามารถดำเนินการได้ อาจทำให้มีผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่า ต้องการพิสูจน์ข้อกล่าวหาว่าการเลือก ส.ว.มีการฮั้วเป็นขบวนการใหญ่ เพื่อยึดอำนาจการปกครองโดยพลเรือน ซึ่งต่างจากการยึดอำนาจโดยทหารในอดีต และอาจนำไปสู่การกำหนดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจนทำให้ระบบบิดเบี้ยว

