หน้าแรก การเมือง ศุภชัย แจง 6 ...

ศุภชัย แจง 6 องค์กรสื่อ ร่อนจุดยืนแก้กม.ไทยพีบีเอส ย้ำอิสระสื่อ ต้องเดินคู่ ความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ

3.10.26 | 09:58 น.

ศุภชัย แจง 6 องค์กรสื่อ ร่อนจุดยืนแก้กม.ไทยพีบีเอส ย้ำอิสระสื่อ ต้องเดินคู่ ความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ ร่ายยิบเหตุเสนอ 4 ร่างกม. ยันไม่ได้ยุบ ไม่ตัดภารกิจ เจตนาเปลี่ยนระบบเงินสาธารณะเข้าสู่งบประมาณ ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังเดียวกัน

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “ความเป็นอิสระของสื่อ ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ” ชี้แจงกรณีที่ภายหลัง 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ออกแถลงการณ์ เรื่อง ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสว่า


ผมเคารพความเห็นและความห่วงใยขององค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 6 องค์กรต่อการแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซง

แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ ทุกวันนี้สื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเพียงแห่งเดียวที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ และความเป็นอิสระก็ไม่ใช่สิ่งที่สื่อสำนักใดสำนักหนึ่งจะผูกขาดไว้ได้ เพราะ ความเป็นอิสระคือหลักพื้นฐานของวิชาชีพสื่อทุกสำนัก

Advertisement

ดังนั้น การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ” โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ

ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับข้อความในแถลงการณ์ของ 6 องค์กรเองที่ระบุว่า วินัยการเงินการคลังของรัฐกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ และยังเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนทั้งบทบาท พันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ

นี่คือประเด็นที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา

หากเรายืนยันว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อของประชาชน” ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เงินที่นำมาใช้ดำเนินงานคือเงินที่มีที่มาจากระบบสาธารณะ และประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถูกใช้ไปอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกการจัดสรรเงินที่ใช้อยู่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันหรือไม่

การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ และการแก้ไขกฎหมายก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการแทรกแซงกองบรรณาธิการ หากไม่มีบทบัญญัติหรือกลไกที่ให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนดเนื้อหาข่าว

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับประโยคสำคัญในตอนท้ายของแถลงการณ์ที่ว่า

“การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ”

นี่ต่างหากคือหลักการที่ควรยึดร่วมกัน

สื่อมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ และในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน

เพราะความเป็นอิสระที่แท้จริง มิได้หมายถึงการเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่หมายถึง การเป็นอิสระจากการแทรกแซง พร้อมกับมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

ดังนั้น อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” กับ “วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน

เราต้องการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ — และในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการระบบการใช้เงินสาธารณะที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ นายศุภชัย ได้เขียนชี้แจงกรณีที่ได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS หลังมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยขอชี้แจงข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ให้ชัดเจน

ประการแรก เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร

สิ่งที่เสนอให้แก้คือ “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ตัวอย่างที่กำลังถูกกล่าวถึงมากคือ Thai PBS ซึ่งกฎหมายปัจจุบันกำหนดเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 และมีเพดานตามกฎหมาย ส่วนร่างที่เสนอจะยกเลิกกลไกดังกล่าวและเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ประการที่สอง ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ในวันนี้

ในปี 2561 ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ และมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายศุภชัยย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย

แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ

ประการที่สาม ทำไมต้องเสนอพร้อมกันถึง 4 ฉบับ

นายศุภชัยระบุว่า ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้

เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด

ประการที่สี่ แล้วประชาชนและประเทศได้อะไร

นายศุภชัยระบุว่า สิ่งที่ประเทศจะได้จากหลักการนี้ คือความเป็นเอกภาพของระบบการคลัง เงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และเมื่อรัฐเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจเหล่านั้นได้

ความแตกต่างคือ จากเดิมที่จำนวนเงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี จะเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ ทำให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายว่า จะใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐสภาก็มีบทบาทพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม

ประการที่ห้า รับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร

นายศุภชัยระบุว่า รับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร โดยเฉพาะกรณี Thai PBS มีข้อกังวลว่า หากเปลี่ยนจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงมาเป็นงบประมาณประจำปี จะทำให้องค์กรต้องพึ่งรัฐบาลและอาจกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

ข้อกังวลนี้เป็นประเด็นที่สมควรนำมาพิจารณาในการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินย่อมทำให้โครงสร้างความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิมจริง

แต่เราต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หากสังคมเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้การจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันนั้นในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้

ดังนั้น นายศุภชัยระบุว่า อยากให้การถกเถียงเรื่องนี้กลับมาอยู่บนคำถามที่แท้จริงว่า ประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว

นายศุภชัยย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS

“ผมเสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ”

ท้ายที่สุด ร่างทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงยังสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่มีข้อกังวล เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมได้

“องค์กรทั้งสี่มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน”