ยศชนัน เผย เตรียมรับมือน้ำเหนือล่วงหน้า 2 เดือน ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวัง 24 ชม. เร่งใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนระบบเตือนภัย ชี้จุดสูงตํ่าแต่ละบ้าน ประเมินความเสี่ยงเฉพาะจุด ชู “แบบจำลองดิจิทัล-โซนาร์” สำรวจวางแผนขุดลอกแม่น้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบาย
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ว่า ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว โดยเฉพาะการทำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบจุดเดียว (single command) ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งมีการบูรณาการข้อมูลและซักซ้อม รวมถึงมีการติดตั้งสถานีโทรมาตรบนที่สูงเพื่อวัดปริมาณน้ำฝน และหากมีฝนตกเกินเกณฑ์ก็จะสามารถแจ้งเตือนไปที่ชุมชนได้
นอกจากนี้ ยังมีการอบรมชุมชนต่างๆ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเอง เข้าถึงข้อมูลและแผนรับมือได้ ซึ่งได้ดำเนินการในทุกจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ในส่วนศูนย์พักพิง ปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งในมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งขณะนี้เรามีวอร์รูมที่ติดตามสถานการณ์ 24 ชั่วโมง โดยจะนำข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และมหาวิทยาลัย มาเปรียบเทียบกัน หากมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ก็จะเตรียมรับมือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในภาพรวมบางพื้นที่ยังไงก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำได้ จึงต้องมีการปรับโครงสร้างของชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ได้ แต่ก็มีบางชุมชนที่ต้องการย้ายออก เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ ซึ่งทาง อว.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันต่างๆ เพื่อหารือถึงการหารพื้นที่ใหม่ให้กับชุมชนที่ต้องการย้ายออก นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบแบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง (Digital Twin) และโซนาร์ สำรวจความลึกท้องนํ้า เพื่อวิเคราะห์สภาพภูมิประเทศใต้พื้นน้ำ วางแผนขุดลอกแม่น้ำให้เกิดการระบายอย่างมีประสิทธิภาพ
นายยศชนัน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การเตือนภัย เป็นการแจ้งเตือนแบบพื้นที่ตำบล แต่เนื่องจากพื้นดินแต่ละที่ระนาบสูงตํ่าไม่เท่ากัน บางจุดก็ไม่ได้ท่วม บางครั้งประชาชนจึงไม่รู้ว่าพื้นที่ตัวเองเสี่ยงขนาดไหน ดังนั้น กระทรวง อว.จึงมีเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับการเตือนภัยแบบทีละหลังคาเรือน แต่ละบ้านจะได้รับการแจ้งเตือนที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองอยู่ในระดับตํ่าหรือสูง และหากน้ำเข้ามาจะเป็นอย่างไร โดยมีการอบรมผู้นำชุมชน ให้สามารถดูข้อมูลในส่วนนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้กำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน

