อนุทิน สั่งพร่องน้ำ-รับฝนระลอกใหม่ย้ำ 4-10ต.ค. ระวังภาคใต้เจอฝนหนัก ประกันภัย30ล.ครัวเรือน บ้านพัง9พัน-เสียชีวิต2ล. ชัชชาติขอโทษปมจนท.ดุ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กล่าวว่าสิ่งที่เราจะต้องเร่งเตรียมความพร้อมในช่วงจากนี้เป็นต้นไป คือ การพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4-10 ตุลาคม โดยในช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคใต้เป็นต้นไป ได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้ท่านมีการเตรียมความพร้อม ร่วมมือประสานงานกันกับกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ทั้งป้องกันเยียวยา ดูแล และเตรียมอพยพผู้คน
จากนั้น นายอนุทิน ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่ารัฐบาลได้ซื้อประกันภัยรายครอบครัวให้กับพ่อแม่พี่น้องทั้งหมดในเขตที่เสี่ยงภัยนั้นท่วมทั้งหมด 30 ล้านครัวเรือน เป็นที่เรียบร้อยแล้วครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์แถลงข่าวสารร่วมสถาการณ์อุทกภัย นางสาวศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรม ปภ. กล่าวถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยว่า สิทธิที่ผู้ประสบภัยจะได้ในส่วนของ “ก้อนแรก” คือ “เงินทดลองราชการ” ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด และกรุงเทพฯ ผู้ประสบภัยที่เข้าเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือจะได้รับการดูแลของเงินทดลองราชการ โดยหากบ้านพังจะได้รับค่าช่วยเหลือเป็นเงิน 88,600 บาท เสียชีวิตราย 35,700 บาท
ส่วนกรณีที่ 2 ด้วยสถานการณ์ที่มีความเสียหายเป็นวงกว้างรัฐบาลได้คำนึงถึงความเหมาะสม ในการเยียวยาผู้ประสบภัยจึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 29 กันยายน 2569 ต่อเนื่องเพื่อขยายพื้นที่ที่จะทำการจ่ายเงินช่วยเหลือเงินทดลองราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 24 จังหวัด มอบเป็นค่าใช้จ่าย ค่าช่วยเหลือเยียวยา แบ่งออกเป็นกรณีบ้านพักอาศัยเสียหาย บ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อม และกรณีการเสียชีวิต โดยเงินก้อนที่ 2 นี้ สำหรับในกรณีที่บ้านพักอาศัยเสียหาย จะได้รับการเยียวยา จำนวน 9,000 บาท ในการส่วนของน้ำล้อมบ้าน จำนวน 5,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิต คณะรัฐมนตรีจะดูแลเยียวยาญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตศพละ 2 ล้านบาทตามมติของคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนที่ 3 คือเรื่องระบบประกันภัยพิบัติและค่าสินไหมทดแทนของผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบในเบื้องต้นแล้ว จะมีผลระยะเวลาการคุ้มครองเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยมีกรมปภ.เป็นหน่วยดำเนินการคุ้มครองใน 2 ประเภท คือประเภทที่อยู่อาศัยจะคุ้มครองกรรมสิทธิ์ให้กับผู้อยู่อาศัย ในกรณีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท/หลัง/ภัย ซึ่งในช่วงของอุทกภัยนี้จะแบ่งทั้งเป็นอุทกภัยบ้านน้ำท่วมและบ้านน้ำล้อม และหลังจากนั้น ที่ได้รับค่าชดเชยเสียหายจำนวน 100,000 บาทแล้ว จะสามารถขอความเสียหายเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 90,000 บาท ในกรณีที่ผู้ประสบภัยมีความพร้อมในการรวบรวม หลักฐานเอกสารเพิ่มเติม ก็สามารถส่งข้อมูลให้กับทางบริษัทประกัน ดำเนินการให้ความช่วยเหลือได้ทันที
ส่วนกรณีน้ำล้อมความเสียหายเบื้องต้นจะได้รับการช่วยเหลือ 5,000 บาท และได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมไม่เกิน 95,000 บาท ส่วนด้านร่างกายและชีวิต จะคุ้มครอง ประชาชนชาวไทยที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนในกรณีเสียชีวิตจะจ่ายค่าชดเชยรายละ 2 ล้านบาท ส่วนกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร จ่ายค่าชดเชย 200,000 บาทต่อคน
นางสาวศิริธร กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการแจ้งเคลมและจ่ายเงินสามารถแจ้งผ่านได้ 4 ช่องทาง ที่ประชาชนสามารถแจ้งได้ ในกรณีประกันภัยพิบัติ คือ 1 แจ้งผ่านเว็บไซต์ www.thainatcat.org 2. Line OA “@ThaiNATCAT”. 3. ThaiNATCAT Call Center โทร 02-012-5555 และ 4.จุดแจ้งเคลมในพื้นที่ ทางบริษัทและทางคปภ. แจ้งให้กับจังหวัดที่ผู้ประสบภัยทราบ โดยในเบื้องต้นจากครอบคลุมพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินและการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินที่จะต้องมีการประกาศของทางราชการ
นอกจากนี้ยังสามารถเข้ายืนยันตัวตนและความชัดเจนถูกต้องที่แอปพลิเคชัน ThaID และเมื่อเอกสารครบถ้วนตามกระบวนการแล้วการพิจารณาค่าสินไหมชดเชยเยียวยาจะเป็นการโอนเงินผ่านเข้าระบบพร้อมเพย์จึงขอให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขทำการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก คาดว่าหลังจากที่บริษัทประกันได้รับเรื่องแล้ว จะทำการโอนเงินภายใน 15 วัน หลังจากได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีมีคุณลุงร้องไห้หลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐดุเพราะไม่เข้าใจการลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านระบบออนไลน์ ว่า ตนได้กำชับไปแล้วต้องพูดดีๆกับประชาชน และห้ามไม่ให้เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ต้องกราบขอประทานโทษพี่น้องประชาชนด้วยหากมีอะไรที่เราทำไม่ดี อาจเป็นเรื่องของความคลาดเคลื่อน ความเข้าใจเรื่องของข้อมูล รวมถึงพฤติกรรมด้วย และขอให้ช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุด



