หน้าแรก การเมือง กรมชลฯ ยัน 2 ...

กรมชลฯ ยัน 2 เขื่อนใหญ่ยังรับน้ำเหนือไหว ระบาย 2,500 ลบ.ม./วิ ไม่กระทบ กทม.-ปริมณฑล

5.10.26 | 11:53 น.

กรมชลฯ มั่นใจ ระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วิ ไม่กระทบเขตเมือง กทม.-ปริมณฑล ยัน สองเขื่อนใหญ่ “ภูมิพล-สิริกิติ์” ยังรองรับฝนเหนือ ไหว พร้อมเฝ้าระวังเพชรบุรี-ลุ่มน้ำบางปะกง-ภาคใต้

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ถึงสถานการณ์สภาพอากาศ ว่า ช่วงเวลานี้ฝนในภาคอีสานกำลังจะลดลง เนื่องจากความกดอากาศสูงลดลง ส่วนในวันนี้จะมีฝนในภาคอีสานฝั่งตะวันตก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และในช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม จะขยับเน้นไปทางภาคตะวันตก และหลังจากนั้น ช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม จะเริ่มมีฝนหนักทางภาคใต้ และช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม พบว่ามีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านจังหวัดเพชรบุรี ดังนั้นภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จะได้รับผลกระทบ ซึ่งได้ประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีไว้ด้วย


ขณะทึ่ ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เราติดตามอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลักอยู่ 2 เขื่อน คือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ มีปริมาณน้ำ 68% เขื่อนสิริกิติ์มี 81% ซึ่งจากการรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่าจะมีฝนตกในภาคเหนือ ยืนยันว่าเขื่อนทั้งสองแห่งมีช่องว่างความจุเพียงพอในการรองรับน้ำภาคเหนือ

ดร.ธเนศร์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เมื่อน้ำมารวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอปากน้ำโพธิ์ และจะไปรวมกับน้ำจากแม่นํ้าสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 แห่ง นํ้ามีแนวโน้มลดลงอย่างเรื่อยๆ ดังนั้น ปัจจุบันเราจำเป็นต้องมีการคงการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากเราต้องพร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนชัยนาทและเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่จะมีฝนตกบริเวณจังหวัดกำแพงเพชรและอุทัยธานี เพื่อให้มีช่องว่างเพียงพอในการรองรับสถานการณ์น้ำ ที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นในเขตแม่น้ำปิง จึงต้องมีการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราดังกล่าว

Advertisement

ดร.ธเนศร์ กล่าวว่า อัตราการระบายนี้ จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ ดังนั้นปริมาณน้ำที่เราระบาย 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มาถึง กทม. และไหลผ่านสมุทรปราการแล้ว ก็คงมีการเฝ้าระวังพื้นที่ริมตลิ่ง ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำทั้งหมด และตรวจตราคันกั้นน้ำในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี

ดร.ธเนศร์ กล่าวต่อว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับกรมชลประทาน ตรวจสอบคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เรามั่นใจว่าระดับน้ำที่เราระบายในปริมาณดังกล่าว ไม่มีผลกระทบที่จะล้นคันกั้นน้ำของ กทม.หรือปริมณฑล เข้าสู่เขตตัวเมืองอย่างแน่นอน ส่วนการเฝ้าระวัง คงเฝ้าระวังเฉพาะน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ ในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม และวันที่ 10-11 ตุลาคม ที่จะมีฝนตกมากในภาคกลาง

ดร.ธเนศร์ กล่าวว่า ในส่วนภาคตะวันตก เขตลุ่มน้ำแม่กลอง การระบายน้ำที่เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี มีแนวโน้มลดเรื่อยๆ ส่วนปริมาณน้ำที่เขื่อนวชิราลงกรณ กับเขื่อนศรีนครินทร์ ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และระบายลงมาให้มีความเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วมากเกินไป

ดร.ธเนศร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ขณะนี้ ต้องเฝ้าระวังในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งปัจจุบันน้ำกำลังท่วมอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี และมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ และกำลังมารวมกับน้ำจากแม่น้ำนครนายก ซึ่งปัจจุบันเรามีการลดการระบายของเขื่อนขุนด่านปราการชลแล้ว จึงต้องมีการติดตามและเฝ้าระวัง เพราะมวลน้ำที่ผ่านปราจีนบุรี มาถึงแม่น้ำบางปะกงแล้ว

ดร.ธเนศร์ กล่าวว่า ส่วนจังหวัดเพชรบุรี อธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายให้สำนักชลประทานในพื้นที่ ตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเร่งพร่องนํ้า และให้ตรวจตราระบบระบายน้ำในจังหวัดเพชรบุรี ให้มีความพร้อมใช้งาน ซึ่งยืนยันว่า ขณะนี้มีความพร้อมใช้งาน 100% ในการรับน้ำกรณีที่น้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน หรือมีฝนตกปริมาณมาก

ดร.ธเนศร์ กล่าวอีกว่า ส่วนปริมาณฝนที่ตกในภาคใต้ที่มีแนวโน้มสูงในวันที่ 10-11 ตุลาคม อธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายสำนักชลประทานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมรับมือ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ ที่จะรับน้ำในเขตของภูเขา และไหลหลากลงมาในพื้นที่เมือง